เกร็ดการเงินระหว่างประเทศ

Harmonized Tax Law … การปรับปรุงกฎหมายด้านภาษีครั้งสำคัญของอินโดนีเซีย

ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลอินโดนีเซียมีการปรับปรุงกฎหมายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากช่วงปลายปี 2563 ที่รัฐบาลอินโดนีเซียได้ผ่านกฎหมาย Omnibus Law ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทที่ครอบคลุมการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินธุรกิจอย่างรอบด้าน เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและสนับสนุนให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นในอินโดนีเซีย ทั้งนี้ ล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคม 2564 รัฐบาลอินโดนีเซียได้ประกาศปรับปรุงการจัดเก็บภาษีผ่านกฎหมาย Harmonized Tax Law หรือ RUU HPP (Law No.7/ 2021) โดยมีการปรับเปลี่ยนทั้งอัตราภาษีและกฎระเบียบต่างๆ รวมถึงการเตรียมจัดเก็บภาษีประเภทใหม่ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยที่กำลังจะเข้าไปทำธุรกิจในอินโดนีเซียควรทราบ เนื่องจากมีภาษีที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินธุรกิจโดยตรง โดยกฎหมาย Harmonized Tax Law มีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้

รายละเอียดการเปลี่ยนแปลงด้านภาษีภายใต้กฎหมาย Harmonized Tax Law

ภาษีมูลค่าเพิ่ม  

อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถูกปรับขึ้นจากอัตราปัจจุบันที่ 10% เป็น 11% ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 และจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 12% ภายในวันที่ 1 มกราคม 2568 ขณะที่สินค้าและบริการบางรายการที่ก่อนหน้านี้ได้รับการยกเว้น VAT จะถูกเรียกเก็บภาษีอีกครั้ง อาทิ บริการด้านการศึกษา บริการทางการแพทย์ บริการทางการเงิน บริการประกันภัย รวมถึงสินค้าอาหารหลัก* (Staple Food) บางรายการ โดยในหมวดสินค้าอาหารหลัก มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลอินโดนีเซียจะจัดเก็บ VAT เฉพาะสินค้าราคาสูง อาทิ เนื้อวัวนำเข้าเกรดดี เพื่อไม่ให้กระทบการบริโภคของประชาชน อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องรอประกาศรายละเอียดการจัดเก็บ VAT ดังกล่าวอย่างชัดเจนในระยะถัดไป

หมายเหตุ : * สินค้าอาหารหลักที่ได้รับการยกเว้น VAT ภายใต้กฎหมายเดิม อาทิ ข้าว นม เนื้อสัตว์ ถั่วเหลือง ผัก น้ำตาลทราย และไข่

ภาษีเงินได้

ภาษีเงินได้นิติบุคคล : คงไว้ที่อัตราเดิม 22% โดยผู้ประกอบการที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทภายใต้กฎหมายอินโดนีเซียจะต้องคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยใช้รายได้จากการประกอบกิจการทั้งในอินโดนีเซียและในต่างประเทศ โดยหากมีการจ่ายภาษีนิติบุคคลส่วนหนึ่งในต่างประเทศแล้ว ผู้ประกอบการสามารถนำมาเครดิตภาษีได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด สำหรับกิจการประเภทสำนักงานหรือสาขาของบริษัทต่างชาติที่ตั้งในอินโดนีเซีย จะเสียภาษีเฉพาะรายได้ในอินโดนีเซียเท่านั้น นอกจากนี้ ในกรณีของ SMEs ที่มีรายได้ต่ำกว่า 500 ล้านรูเปียะห์ต่อปี สามารถขอยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา : กฎหมายฉบับใหม่มีการแบ่งฐานรายได้ของผู้เสียภาษีเงินได้ใหม่ โดยปรับฐานรายได้ของผู้เสียภาษีขั้นแรก (อัตรา 5%) เพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 60 ล้านรูเปียะห์ต่อปี (ราว 4.2 พันดอลลาร์สหรัฐ) จากเกณฑ์เดิมไม่เกิน 50 ล้านรูเปียะห์ต่อปี (ราว 3.5 พันดอลลาร์สหรัฐ)  และเพิ่มเกณฑ์ภาษีใหม่ที่อัตรา 35% สำหรับบุคคลทั่วไปที่มีรายได้มากกว่า 5 พันล้านรูเปียะห์ต่อปี (ราว 3.5 แสนดอลลาร์สหรัฐ)

ทั้งนี้ ผู้มีถิ่นที่อยู่ในอินโดนีเซีย รวมถึงบุคคลทั่วไปที่พำนักอยู่ในอินโดนีเซียมากกว่า 183 วัน ในระยะเวลา 12 เดือน หรือระยะเวลาตามปีภาษี จะต้องรวมรายได้จากทุกแหล่งเงินได้ที่ได้รับทั่วโลกมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขณะที่บุคคลที่มิได้มีถิ่นที่อยู่ในอินโดนีเซียหรือชาวต่างชาติจะเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้ที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซียเท่านั้น โดยการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีเงินได้ดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีภาษี 2565 เป็นต้นไป

ภาษีคาร์บอน

อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการปล่อยคาร์บอนมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก รัฐบาลอินโดนีเซียจึงริเริ่มให้มีการจัดเก็บภาษีคาร์บอนเป็นครั้งแรก เพื่อใช้เป็นกลไกควบคุมระดับการปล่อยคาร์บอนภายในประเทศ และปูทางสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าภาษีคาร์บอนถือเป็น Highlight สำคัญของกฎหมายฉบับนี้ โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้

  • ภาษีคาร์บอนจะเรียกเก็บจากบุคคลหรือองค์กรที่มีการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตหรือดำเนินกิจกรรมใดๆ ที่ก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอนในปริมาณที่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด โดยจะต้องนำปริมาณคาร์บอนส่วนเกินดังกล่าวมาคำนวณเพื่อเสียภาษี หรือที่เรียกว่าหลักการ Cap-and-Tax

  • ภาษีคาร์บอนจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565
  • เบื้องต้นจะเรียกเก็บภาษีคาร์บอนกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีการปล่อยคาร์บอนในปริมาณมาก

หมายเหตุ : โรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีการปล่อยคาร์บอนเกินเกณฑ์ที่กำหนดสามารถซื้อคาร์บอนเครดิตจากโรงไฟฟ้าถ่านหินอื่นที่ปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าเกณฑ์ มาชดเชยแทนการจ่ายภาษีคาร์บอนได้

  • อัตราภาษีคาร์บอนจะอ้างอิงตามราคาซื้อขายคาร์บอนในตลาด แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 30 รูเปียะห์ต่อกิโลกรัมของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2e)
  • รัฐบาลอินโดนีเซียจะพิจารณาขยายขอบเขตการเก็บภาษีคาร์บอนไปยังธุรกิจประเภทอื่นตามความเหมาะสมในอนาคต และจะผลักดันให้เกิดการซื้อขายคาร์บอน (Carbon Trading) อย่างเต็มรูปแบบผ่านตลาดคาร์บอนภายในปี 2568

มาตรการนิรโทษกรรมทางภาษี

Harmonized Tax Law ได้รวมมาตรการนิรโทษกรรมทางภาษีรอบใหม่ (Taxpayer Voluntary Disclosure Program) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ที่หลบเลี่ยงการเสียภาษีด้วยการปกปิดสินทรัพย์ทั้งที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศสามารถยื่นแสดงทรัพย์สินดังกล่าวและนำกลับมาอยู่ภายใต้ระบบภาษีของอินโดนีเซีย โดยอัตราภาษีที่ต้องจ่ายจะอยู่ที่ 6-18% ขึ้นกับเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งยังคงต่ำกว่าบทลงโทษหากสินทรัพย์นั้นถูกตรวจพบโดยกรมสรรพากร ทั้งนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียเคยใช้มาตรการนิรโทษกรรมทางภาษีมาแล้วครั้งหนึ่งในช่วงปี 2559-2560 โดยมาตรการในครั้งนั้นสามารถจูงใจให้มีการเปิดเผยทรัพย์สินกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างรายได้ภาษีเข้าภาครัฐราว 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ผลกระทบที่ผู้ประกอบการไทยต้องติดตามจากกฎหมาย Harmonized Tax Law

เป้าหมายหลักของการออกกฎหมาย Harmonized Tax Law มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐโดยการขยายฐานผู้เสียภาษีให้ครอบคลุมมากขึ้นและส่งเสริมให้ผู้เสียภาษีปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับด้านภาษี ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ ซึ่งผลกระทบสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่

  • การบริโภคของอินโดนีเซียอาจชะลอตัวจากการปรับขึ้น VAT และการถอดสินค้าและบริการบางรายการออกจากกลุ่มที่เคยได้รับการยกเว้น VAT เนื่องจากมาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อราคาจำหน่ายสินค้าและบริการในอินโดนีเซีย ซึ่งจะซ้ำเติมสถานการณ์เงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจากราคาวัตถุดิบทั่วโลก ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังคงได้รับผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 ส่งผลให้การบริโภคของอินโดนีเซียอาจชะลอตัวและเป็นปัจจัยบั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอินโดนีเซียในปี 2565
  • ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับถ่านหินในอินโดนีเซียมีแนวโน้มชะลอตัวสวนทางกับธุรกิจพลังงานหมุนเวียนที่มีแนวโน้มขยายตัว เนื่องจากมาตรการภาษีคาร์บอนจะทำให้ธุรกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง อาทิ โรงไฟฟ้าถ่านหิน มีต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้นและส่งผลต่อเนื่องมายังธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ เช่น เหมืองถ่านหิน ในทางกลับกันนักลงทุนและภาคธุรกิจจะเริ่มให้ความสำคัญกับการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น เนื่องจากคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นจากโครงการพลังงานหมุนเวียนกลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเพื่อใช้ชดเชยการปล่อยคาร์บอน อีกทั้งคาดว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการผลักดันโครงการพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเพื่อช่วยให้อินโดนีเซียบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในอนาคต
  • มาตรการนิรโทษกรรมทางภาษีคาดว่าจะช่วยให้อินโดนีเซียมีเงินลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้การลงทุนเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของอินโดนีเซียในระยะข้างหน้า ท่ามกลางการบริโภคที่อาจอ่อนแรงจากการขึ้นภาษี VAT ทั้งนี้ ในช่วงเดือนแรกหลังจากเริ่มมาตรการนิรโทษกรรมทางภาษีรอบใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 มีผู้เข้าร่วมโครงการและเปิดเผยทรัพย์สินแล้วราว 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ อินโดนีเซียถือเป็นประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและกฎหมายบ่อยครั้ง ซึ่งคาดว่าจะยังคงมีกฎระเบียบและรายละเอียดเพิ่มเติมที่ต้องติดตามภายหลังการออกกฎหมาย Harmonized Tax Law ดังนั้น ผู้ประกอบการที่จะเข้าไปทำการค้าหรือลงทุนในอินโดนีเซียจึงควรให้ความสำคัญและติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะบริหารจัดการธุรกิจ ตลอดจนวางแผนรับมือกับความเสี่ยงด้านต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเพื่อป้องกันข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายที่เปลี่ยนแปลง

 

 

Disclaimer : ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏ เป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย และการเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจเท่านั้น โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่าโดยทางใด

เอกสาร
ที่เกี่ยวข้อง
Related
more icon
Most Viewed
more icon
  • Q&A ประเด็นน่ารู้เกี่ยวกับการหาพื้นที่ลงทุนใน สปป.ลาว

    การหาพื้นที่เพื่อตั้งกิจการนับเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการออกไปลงทุนในต่างประเทศ เนื่องจากแต่ละประเทศมีกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องที่ดินที่แตกต่างกัน ไม่เว้นแม้แต่ใน สปป.ลาว ที่เป็นตลาดบ้านใกล้เรือนเค...

    calendar icon01.04.2019
  • เอกสารสำคัญที่ควรรู้ก่อนลงทุนใน สปป.ลาว

    เมื่อผู้ประกอบการตัดสินใจออกไปลงทุนในต่างประเทศ การปฏิบัติตามขั้นตอนการขออนุญาตลงทุนเป็นเสมือนหน้าด่านที่จะสื่อให้เห็นถึงความตั้งใจในการปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศที่เข้าไปลงทุน ผู้ประกอบการจึงควรศึกษาให้ละเอียดและทำความเข...

    calendar icon01.07.2019
  • ข้อควรรู้เกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างแรงงานในเวียดนาม

    ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เวียดนามประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) คือ การเป็นประเทศที่มีตลาดแรงงานขนาดใหญ่ ทำให้มีแรงงานจำนวนมากที่พร้อมทำงาน ประกอบกับมีค่าจ้างแรงงานที่ค่อนข้างต่ำ เวียดนา...

    calendar icon01.04.2019
link อื่นๆ
  • Relate Preview
  • Relate Preview
Financial Products
  • Finance Preview
  • Finance Preview
  • Finance Preview