ประเทศเป้าหมาย

ข่าวเศรษฐกิจประเทศเป้าหมาย

อินเดียเตรียมประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ 2 มูลค่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่ อาทิ การเพิ่มวงเงินสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน และการยกเว้นภาษีเงินได้ ทั้งนี้ อินเดียได้ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกมูลค่า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2563 ซึ่งเป็นการช่วยเหลือทางด้านอาหารและการแจกเงินสำหรับครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ (Reuters, 8 เม.ย. 2563)

09.04.2020

ภาวะเศรษฐกิจในต่างประเทศ องค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์การค้าโลกปี 2563 จะหดตัว 13-32% ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความรุนแรงของการแพร่ระบาด COVID-19 โดยผลกระทบต่อการค้าโลกจะรุนแรงกว่าช่วงที่เกิดวิกฤตซับไพร์ม และหากเกิดกรณีที่เลวร้ายที่สุดผลกระทบจะเทียบเท่าช่วงที่เกิด Great Depression แต่จะเกิดขึ้นในระยะที่สั้นกว่า JP Morgan ประเมินว่า COVID-19 จะสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจโลกราว 5.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปี 2563-2564 หรือเทียบเท่าราว 8% ของ GDP โลก ขณะที่ Morgan Stanley คาดว่ากว่าเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วจะกลับมาฟื้นตัวเท่ากับระดับก่อนหน้า COVID-19 ต้องใช้เวลาถึงไตรมาส 3 ปี 2564 ส่วนองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ประเมินว่ามีแรงงานทั่วโลกราว 1 พันล้านคน ที่มีความเสี่ยงในการถูกลดค่าจ้างหรือถูกเลิกจ้าง PIMCO คาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไตรมาส 2 ปี 2563 จะหดตัวถึง 30% ขณะที่อัตราว่างงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะระดับ 20% จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของ COVID-19 และมาตรการ Lockdown ที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องหยุดดำเนินการจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะทยอยกลับมาฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2563 หดตัวราว 5%   สถานการณ์/มาตรการ COVID-19 ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุว่ายูโรโซนอาจจำเป็นต้องใช้มาตรการทางการคลังเป็นมูลค่าสูงถึง 1.5 ล้านล้านยูโรในปี 2563 เพื่อรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ขณะเดียวกันยังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนปี 2563 จะหดตัวถึง 10% ฮ่องกงประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 137.5 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 17.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อบรรเทาผลกระทบจาก COVID-19 ประกอบด้วยมาตรการต่างๆ อาทิ การอุดหนุนเงิน 50% ของค่าจ้างให้แรงงานที่ได้รับผลกระทบ โดยกำหนดเพดานอุดหนุนสูงสุดไว้ที่ 9,000 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อคน เป็นเวลา 6 เดือน นอกจากนี้ ยังมีการลดหย่อนค่าเช่าทรัพย์สินรัฐบาลลง 75% และการช่วยเหลืออุตสาหกรรมต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ อาทิ ธุรกิจการบินและการท่องเที่ยว ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะทำให้ฮ่องกงขาดดุลงบประมาณปี 2563/64 เพิ่มขึ้นเป็น 276.6 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง จากคาดการณ์เดิม 139.1 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือคิดเป็นสัดส่วน 9.5% ของ GDP อินเดียเตรียมประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ 2 มูลค่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่ อาทิ การเพิ่มวงเงินสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน และการยกเว้นภาษีเงินได้ ทั้งนี้ อินเดียได้ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกมูลค่า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2563 ซึ่งเป็นการช่วยเหลือทางด้านอาหารและการแจกเงินสำหรับครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ

09.04.2020

บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SRITHAI ชะลอแผนการลงทุนใหม่ในไทย อินโดนีเซีย และอินเดีย พร้อมหันไปเพิ่มการลงทุนในเวียดนามแทน ด้วยวงเงินลงทุน 450 ล้านบาท แบ่งเป็น 300 ล้านบาท ใช้สำหรับติดตั้งเครื่องจักรเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกและฝาปิดบรรจุภัณฑ์ในโรงงานที่ฮานอย ซึ่งตั้งเป้าว่าจะทำให้บริษัทฯ มีรายได้ในเวียดนามเพิ่มขึ้นถึง 20% หรือปีละ 2,400 ล้านบาท ส่วนอีก 150 ล้านบาท ใช้สร้างโรงงานใหม่แห่งที่ 4 สำหรับผลิตเมลามีนในนครโฮจิมินห์ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า และจะเริ่มผลิตสินค้าในเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 (เดลินิวส์, 7 เม.ย. 2563)

08.04.2020

Hot Issue ประเทศเป้าหมาย

ประเด็นสำคัญ ปี 2562 เป็นปีแห่งการประท้วงทั่วโลก หลังจากประชาชนในหลายประเทศออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาล นับเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักที่การชุมนุมประท้วงเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก การประท้วงที่เกิดขึ้นครอบคลุมเกือบทุกภูมิภาคตั้งแต่เอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา ยุโรป และลาตินอเมริกา นับเป็นการสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลทั่วโลก โดยชนวนการประท้วงในหลายประเทศส่วนใหญ่มีความคล้ายคลึงกันใน 3 ประเด็น คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาทางการเมือง/ปัญหาคอร์รัปชัน และการต่อต้านกฎหมาย/การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศที่เกิดการประท้วงจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการประท้วงไปจนถึงการขยายวงกว้างและความรุนแรงของการประท้วงเป็นสำคัญ โดยมีบางประเทศที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ฮ่องกง อินเดีย และฝรั่งเศส การประท้วงส่วนใหญ่ไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่อาจส่งผลกระทบต่อการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศของธุรกิจส่งออกในบางประเทศ ปี 2562 ที่กำลังจะผ่านไปถือเป็นปีที่โลกตกอยู่ในความวุ่นวายหลังจากประชาชนในหลายประเทศออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลในประเด็นที่แตกต่างกันไป นับเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักที่การชุมนุมประท้วงเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งคล้ายคลึงกับการเกิดการปฏิวัติอาหรับ หรือ Arab Spring ในภูมิภาคตะวันออกกลางช่วงปี 2553-2554 แต่คลื่นการประท้วงรอบนี้เกิดขึ้นในขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่กว้างกว่า ครอบคลุมเกือบทุกภูมิภาคตั้งแต่เอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา ยุโรป และลาตินอเมริกา ถือเป็นการสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลทั่วโลกและเป็นความเสี่ยงระลอกใหม่ที่เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง   ปักหมุดพื้นที่ประท้วงทั่วโลก   สาเหตุของการประท้วงในหลายประเทศ แม้ว่าสาเหตุและเป้าหมายที่ประชาชนในแต่ละประเทศออกมาชุมนุมประท้วงจะแตกต่างกัน แต่ประเด็นปัญหาส่วนใหญ่มีความคล้ายคลึงกันใน 3 ประเด็น ดังนี้ ปัญหาเศรษฐกิจ การชุมนุมประท้วงในหลายประเทศเริ่มขึ้นจากความไม่พอใจของประชาชนต่อปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะกรณีที่ค่าครองชีพในประเทศปรับสูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การปรับขึ้นค่าโดยสารรถประจำทางและรถไฟใต้ดินในชิลี การเก็บภาษีคนใช้แอปพลิเคชัน WhatsApp ในเลบานอน และการปรับขึ้นราคาน้ำมันในอิหร่านและเอกวาดอร์ รวมถึงการประท้วงเพื่อร้องเรียนปัญหาค่าครองชีพและความเหลื่อมล้ำในโคลอมเบียและโบลิเวีย ซึ่งการชุมนุมในประเทศเหล่านี้ได้ลุกลามจนจุดติดเป็นประเด็นเรียกร้องทางการเมืองที่ยากจะควบคุม ปัญหาทางการเมือง/ปัญหาคอร์รัปชัน ในหลายประเทศมีการชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ผู้นำประเทศลาออกจากตำแหน่ง เช่น กรณีการสืบทอดอำนาจเป็นเวลานานถึง 20 ปีของประธานาธิบดีในแอลจีเรีย กรณีการทุจริตและคอร์รัปชันของภาครัฐในสาธารณรัฐเช็กและอิรัก ซึ่งการประท้วงในประเทศเหล่านี้ได้ลุกลามบานปลายจนเป็นเหตุรุนแรงและทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก การต่อต้านกฎหมาย/การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ได้แก่ การประท้วงต่อต้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนในฮ่องกง ซึ่งลุกลามและทวีความรุนแรงจนกลายเป็นการประท้วงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและกดดันให้ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงลาออกจากตำแหน่ง การประท้วงต่อต้านกฎหมายปราบปรามทุจริตในอินโดนีเซีย ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีการลดอำนาจของหน่วยงานตรวจสอบการทุจริตของอินโดนีเซีย การประท้วงต่อต้านแผนการปฏิรูประบบบำเหน็จบำนาญในฝรั่งเศส ซึ่งทำให้ระบบขนส่งมวลชนในกรุงปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศส เป็นอัมพาตอยู่ในขณะนี้ และล่าสุดการประท้วงต่อต้านกฎหมายสัญชาติพลเมืองฉบับใหม่ในอินเดีย ที่ยอมให้สัญชาติอินเดียแก่ผู้อพยพจากประเทศเพื่อนบ้าน 3 ประเทศ คือ ปากีสถาน บังกลาเทศ และอัฟกานิสถาน แต่เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้อนุญาตให้เฉพาะผู้อพยพที่นับถือศาสนาฮินดู ซิกข์ พุทธ เชน ปาร์ซี และคริสต์เท่านั้น โดยยกเว้นผู้นับถือศาสนาอิสลาม ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าไม่เป็นธรรมกับชาวมุสลิมในอินเดีย รวมถึงเป็นการเลือกปฏิบัติต่อชาวมุสลิมที่มาจาก 3 ประเทศดังกล่าว จึงเกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาล   ความคิดเห็นของฝ่ายวิจัยธุรกิจ ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศที่เกิดการประท้วง ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการประท้วงไปจนถึงการขยายวงกว้างและความรุนแรงของการประท้วงเป็นสำคัญ ซึ่งปัจจุบันการประท้วงในหลายประเทศยังอยู่ในวงจำกัดและยังไม่มีทีท่าว่าจะยืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม มีบางประเทศที่ต้องจับตามอง เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและการประท้วงอาจบั่นทอนภาวะเศรษฐกิจของประเทศดังกล่าว ได้แก่ การชุมนุมประท้วงในฮ่องกง ซึ่งยืดเยื้อยาวนานกว่า 6 เดือน ส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายในประเทศ การค้า การลงทุน รวมถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและภาคการเงิน ซึ่งถือเป็นรายได้หลักที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจฮ่องกง ทำให้ล่าสุดเศรษฐกิจฮ่องกงได้เข้าสู่ภาวะถดถอยเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี สะท้อนได้จากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ปี 2562 ที่หดตัว 2% นับเป็นการหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส หลังจากไตรมาส 2 หดตัว 0.5% ขณะที่ทางการฮ่องกงคาดการณ์เศรษฐกิจทั้งปี 2562 จะหดตัว 1.3% การประท้วงในอินเดีย ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และดูเหมือนว่าสถานการณ์จะรุนแรงและขยายวงกว้างไปในหลายพื้นที่ของประเทศ ทำให้ต้องติดตามดูว่าการประท้วงจะยืดเยื้อและบั่นทอนเศรษฐกิจอินเดียมากน้อยเพียงใด เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจอินเดียชะลอความร้อนแรงลงมาก โดยเฉพาะหากเทียบกับปี 2559 ที่เศรษฐกิจอินเดียขยายตัวสูงกว่า 8% แต่ล่าสุดในไตรมาส 3 ปี 2562 เศรษฐกิจอินเดียขยายตัวเพียง 6% ต่ำสุดในรอบ 6 ปี และเป็นการชะลอตัวติดต่อกัน 6 ไตรมาส ซึ่งเป็นผลจากการบริโภคในประเทศที่ลดลงไปจนถึงการชะลอตัวของภาคการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมรถยนต์ ดังนั้น หากการประท้วงยืดเยื้อก็จะยิ่งบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียในระยะข้างหน้า การประท้วงในฝรั่งเศส ฝรั่งเศสเผชิญการประท้วงมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดการประท้วงของกลุ่มเสื้อกั๊กสีเหลืองที่เริ่มขึ้นเมื่อช่วงปลายปี 2561 ซึ่งในเวลานั้นการประท้วงได้ส่งผลกระทบราว 1% ของ GDP ฝรั่งเศสไตรมาส 4 ปี 2561 ล่าสุดสหภาพแรงงานหลายแห่งมีการนัดหยุดงานประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศสในรอบหลายปี ส่งผลให้ระบบขนส่งมวลชนในประเทศหยุดให้บริการเกือบทั้งหมดในบางพื้นที่ ส่งผลกระทบในด้านลบต่อธุรกิจท่องเที่ยว รวมถึงภาคธุรกิจอื่นๆ โดยเฉพาะะธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม นับเป็นปัจจัยบั่นทอนสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจฝรั่งเศส ผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ยังไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยในกรณีของฮ่องกงที่การประท้วงยืดเยื้อ แม้การส่งออกของไทยไปฮ่องกงในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2562 หดตัวราว 6% แต่การหดตัวดังกล่าวเป็นผลจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเป็นหลัก เนื่องจากสินค้าไทยที่ส่งออกไปฮ่องกงราว 60% จะส่งต่อไปยังตลาดจีน อย่างไรก็ตาม ในด้านการดำเนินธุรกิจส่งออก การชุมนุมประท้วงเป็นประเด็นความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการควรติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ เนื่องจากการประท้วงในบางประเทศอาจส่งผลกระทบต่อการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ เช่น กรณีของเลบานอน ซึ่งการประท้วงทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องหยุดทำการ ทำให้ผู้ประกอบการที่ส่งสินค้าไปเลบานอนในช่วงเวลานั้นต้องประสบปัญหาการจ่ายเงินล่าช้า รวมถึงกรณีของฝรั่งเศสที่การประท้วงทำให้การคมนาคมในประเทศต้องหยุดชะงักลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

27.12.2019

สถานการณ์สำคัญยอดจำหน่ายรถยนต์ในอินเดียเดือนสิงหาคม 2562 ลดลง 33% (y-o-y) เหลือราว 2.5 แสนคัน โดยรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมียอดจำหน่ายลดลง 32% (y-o-y) และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ลดลง 39% (y-o-y) นับเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 จนกระทบผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในอินเดีย อาทิ Tata Motor ตัดสินใจปิดโรงงานผลิตรถยนต์ 4 แห่ง Mahindra & Mahindra ประกาศให้โรงงานทุกแห่งหยุดผลิตเป็นเวลา 5-13 วันต่อเดือนในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2562 Honda Car India หยุดผลิตรถยนต์บางรุ่นในโรงงานที่ตั้งอยู่ในรัฐราชสถาน สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2562 อุตสาหกรรมรถยนต์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องในอินเดียเลิกจ้างพนักงานไปแล้ว 350,000 ตำแหน่ง และคาดว่าในช่วงที่เหลือของปี 2562 จะลดจำนวนพนักงานลงอีก หากตลาดรถยนต์อินเดียยังไม่มีแนวโน้มกระเตื้องขึ้น  ข้อคิดเห็นจากฝ่ายวิจัยธุรกิจฝ่ายวิจัยธุรกิจประเมินสาเหตุที่ทำให้ยอดจำหน่ายรถยนต์ในอินเดียลดลงและวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนของไทย สรุปได้ดังนี้1) อินเดียเตรียมใช้มาตรฐานที่เข้มงวดขึ้นในการควบคุมการปล่อยมลพิษของเครื่องยนต์ในรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถสามล้อจาก Bharat Stage IV (BS4) เป็น Bharat Stage VI (BS6) ซึ่งจะบังคับใช้ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 ส่งผลให้รถยนต์มาตรฐานเดิม (BS4) ถูกห้ามจำหน่ายและจดทะเบียน มาตรการดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ในอินเดียชะลอการผลิตรถยนต์ เพื่อเร่งระบายรถยนต์รุ่นเก่า (BS4) ในสต็อก ขณะที่ผู้ที่กำลังจะซื้อรถยนต์ก็เลื่อนเวลาออกไป เพื่อรอซื้อรถยนต์ใหม่ที่ผ่านมาตรฐาน BS62) สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ เพราะกังวลว่าเศรษฐกิจอินเดียที่ชะลอการขยายตัว จะกระทบต่อความสามารถในการชำระคืนเงินกู้ ล่าสุด EIU ประเมินอัตราขยายตัวของเศรษฐกิจอินเดียในช่วงไตรมาส 2 ปี 2562 ไว้ที่ 5% ต่ำกว่าในช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่ขยายตัว 7.9% ซึ่งนับเป็นการชะลอตัวลง 4 ไตรมาสติดต่อกัน ปัจจัยบั่นทอนดังกล่าวส่งผลให้ผู้ใช้รถยนต์ชาวอินเดียที่กำลังจะซื้อรถยนต์ใหม่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากขึ้น มีการประมาณการกันว่าในช่วงเดือนสิงหาคม 2562 การเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารส่งผลให้จำนวนผู้ได้รับอนุมัติสินเชื่อลดลงถึง 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าสำหรับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ฝ่ายวิจัยธุรกิจประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะกระทบการส่งออกในหมวดยานพาหนะ อุปกรณ์ และส่วนประกอบของไทยไม่มากนัก เนื่องจากไทยส่งออกสินค้าหมวดดังกล่าวไปอินเดียเพียง 2% ของมูลค่าส่งออกยานพาหนะฯ ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การส่งออกยานพาหนะฯ ไปอินเดียที่ลดลงกว่า 10% (y-o-y) ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2562 เป็นต้นมา อาจซ้ำเติมสถานการณ์ส่งออกยานยนต์ไทยที่ค่อนข้างซบเซาอยู่แล้วในปัจจุบันให้แย่ลงกว่าเดิม โดยผู้ส่งออกที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบเป็นอันดับต้นๆ คือ ผู้ส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ (รวมเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบมีลูกสูบ) ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 83% ของมูลค่าส่งออกยานพาหนะฯ ทั้งหมดของไทยไปอินเดีย สำหรับในระยะยาว คาดว่าตลาดรถยนต์อินเดียมีโอกาสกลับมาฟื้นตัว เพราะคาดว่าหลังผู้ผลิตรถยนต์ในอินเดียปรับสายการผลิตและเริ่มผลิตรถยนต์มาตรฐาน BS6 ออกสู่ตลาดแล้ว จะจัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นตลาดรถยนต์ ซึ่งจะมีส่วนช่วยเร่งให้ผู้ใช้รถยนต์ตัดสินใจซื้อรถยนต์ใหม่ และส่งผลให้ยอดจำหน่ายรถยนต์โดยรวมของอินเดียกระเตื้องขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจอินเดีย เนื่องจากหากเศรษฐกิจยังชะลอตัวต่อเนื่องอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภคอินเดียให้ซบเซาลง และส่งผลต่อเนื่องมาถึงการส่งออกยานพาหนะฯ ของไทยไปอินเดียได้ เกร็ดน่ารู้- อินเดียเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก มียอดผลิตราว 5.2 ล้านคัน ในปี 2561- อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการครอบครองรถยนต์ต่ำที่สุดในโลกเพียง 22 คันต่อประชากร 1,000 คน ซึ่งเมื่อเทียบกับศักยภาพของประเทศที่มีประชากรอันดับ 2 ของโลก และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพตลาดรถยนต์อินเดียที่มีแนวโน้มขยายตัวได้อีก- ตลาดรถยนต์อินเดียราว 59% เป็นของบริษัทญี่ปุ่น อาทิ Maruti Suzuki (50%) Honda Car India (5%) และ Toyota Kirloskar (4%)- อินเดียนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์จากไทยสูงเป็นอันดับ 5 (ราว 7% ของมูลค่านำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ทั้งหมดของอินเดีย) ชิ้นส่วนฯ นำเข้าสำคัญ อาทิ ระบบเกียร์  

06.10.2019

ประเด็นสำคัญ สมเด็จฯ ฮุน เซน จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย ตามคาดหมาย หลังพรรค CPP ของสมเด็จฯ ฮุน เซน ชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ต้องจับตาท่าทีของสหรัฐฯ และ EU ว่าจะมีการดำเนินมาตรการใดต่อกัมพูชาหรือไม่ โดยฝ่ายวิจัยธุรกิจยังคงความเห็นเดิมว่ากัมพูชาไม่น่าจะถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษี คาดว่ารัฐบาลของสมเด็จฯ ฮุน เซน จะดำเนินนโยบายประชานิยมตามที่หาเสียงไว้ ทั้งปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานและลดค่าไฟฟ้า รวมทั้งสานต่อนโยบายเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ และเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับจีน ญี่ปุ่น และประเทศเพื่อนบ้าน สถานการณ์ทางการเมืองที่มีความแน่นอนมากขึ้นจะส่งผลดีต่อบรรยากาศการค้าการลงทุนระหว่างไทยและกัมพูชา แต่การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างจะกระทบต่อผู้ประกอบการเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยที่ขยายฐานการผลิตไปกัมพูชา พรรค Cambodian People's Party (CPP) ของสมเด็จฯ ฮุน เซน ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2561 โดยคาดว่าจะได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อย 100 ที่นั่ง จากทั้งหมด 125 ที่นั่ง เนื่องจากไร้คู่แข่งสำคัญ คือ พรรค Cambodia National Rescue Party (CNRP) ซึ่งถูกสั่งยุบพรรคไปเมื่อปลายปี 2560 ขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกัมพูชาจะประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2561 โดยชัยชนะของพรรค CPP จะทำให้สมเด็จฯ ฮุน เซน ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย นับเป็นผู้นำที่ปกครองประเทศยาวนานกว่า 30 ปี   จับตาท่าทีสหรัฐฯ และ EU หลังการเลือกตั้งกัมพูชา สหรัฐฯ และ EU ต่างออกมาประณามการเลือกตั้งดังกล่าวว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งต้องจับตาท่าทีของสหรัฐฯ และ EU ว่าจะมีการดำเนินมาตรการใดต่อกัมพูชาหรือไม่ ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยธุรกิจยังคงความเห็นเดิมจากที่เคยได้วิเคราะห์ประเด็นดังกล่าวไว้เมื่อเดือนธันวาคม 2560 ว่ากัมพูชาไม่น่าจะถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีจากสหรัฐฯ และ EU เนื่องจากสถานการณ์ในกัมพูชายังไม่รุนแรงเหมือนหลายประเทศที่เคยถูกสหรัฐฯ และ EU คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและตัดความสัมพันธ์ทางการค้า แต่อาจถูกระงับความช่วยเหลือทางการเงินจากสหรัฐฯ ในบางโครงการที่ไม่เกี่ยวข้องกับด้านมนุษยธรรม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกัมพูชาไม่มากนัก แต่หากเป็นกรณีเลวร้ายสุด (โอกาสเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย) ซึ่งกัมพูชาอาจถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีจากสหรัฐฯ และ EU จะส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออก 3 กลุ่มสำคัญ คือ เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า และข้าว ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันถึง 77% ของมูลค่าส่งออกรวมของกัมพูชา   ส่องทิศทางนโยบายสำคัญของรัฐบาลกัมพูชา คาดว่ารัฐบาลกัมพูชาภายใต้การนำของสมเด็จฯ ฮุน เซน จะเร่งดำเนินนโยบายประชานิยมตามที่หาเสียงไว้ รวมทั้งยังคงดำเนินโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศเหมือนกับในช่วงที่ผ่านมา ดังนี้ ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป สิ่งทอ และรองเท้า จาก 170 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนในปัจจุบัน เป็น 250 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ภายในปี 2566 เพิ่มขึ้น 47% เพื่อเสริมสร้างสวัสดิการและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมดังกล่าว ปรับลดอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนกัมพูชา รวมทั้งช่วยลดต้นทุน ของภาคธุรกิจ เนื่องจากอัตราค่าไฟฟ้าของกัมพูชาถือว่าอยู่ในระดับสูงเป็นอันดับต้นๆ ในอาเซียน โดยอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของครัวเรือนในกรุงพนมเปญอยู่ที่ 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง (เทียบกับไทยที่ 0.09 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง) อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของแผนดังกล่าว สานต่อนโยบายเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ ที่ผ่านมากัมพูชาจัดว่าเป็นประเทศที่มีนโยบายเปิดกว้างสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก อาทิ การอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติลงทุนได้ 100% ในเกือบทุกอุตสาหกรรม รวมถึงอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเช่าที่ดินได้ 50 ปี และสามารถขอต่ออายุได้อีกสูงสุด 50 ปี ล่าสุดในช่วงปี 2559 - 2561 รัฐบาลกัมพูชาได้ลงนามความตกลงอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศผู้ลงทุนหลักหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ จีน มาเลเซีย และไทย และอยู่ระหว่างการเจรจากับอีกหลายประเทศ อาทิ รัสเซีย และเกาหลีใต้ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการลงทุนในกัมพูชาให้มากยิ่งขึ้น เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับมหามิตร อย่างจีนและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจสำคัญที่ยังคงให้การสนับสนุนรัฐบาลกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทั้งสองชาติขยายการลงทุนและให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กัมพูชาต่อไป ทั้งนี้ จีนเป็นประเทศผู้ลงทุนอันดับ 1 ในกัมพูชาและเป็นประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินรายสำคัญของกัมพูชา ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศผู้ให้ ODA* แก่กัมพูชามากเป็นอันดับ 2 (สัดส่วน 20% ของ ODA ที่กัมพูชาได้รับ) รองจาก EU ขณะเดียวกัน สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังประกาศให้คำมั่นที่จะรักษาสันติภาพบริเวณชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรระหว่างกัน ท่ามกลางท่าทีที่ไม่เป็นมิตรของสหรัฐฯ และ EU ที่ไม่พอใจที่กัมพูชามีการยุบพรรคการเมืองคู่แข่งสำคัญของรัฐบาลก่อนการเลือกตั้ง จนทำให้สหรัฐฯ และ EU มีข้อกังขาถึงความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งในครั้งนี้ รวมทั้งยังตัดเงินช่วยเหลือการจัดการเลือกตั้งที่เคยให้แก่กัมพูชา   ผลกระทบต่อไทย การเมืองกัมพูชาที่มีความชัดเจนขึ้นส่งผลดีต่อผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในกัมพูชา ขณะที่นโยบายรักษาสันติภาพบริเวณชายแดนน่าจะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการค้าชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ปัจจุบันเป็นช่องทางการค้าสำคัญมีสัดส่วนกว่า 60% ของมูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งผู้ประกอบการทั้งสองประเทศมักมีความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาทปราสาทพระวิหารที่ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้เป็นประเด็นทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างแรงงานจะส่งผลกระทบให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น นโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 250 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ในปี 2566 จากปัจจุบัน 170 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อเดือน หรือปรับขึ้นราว 8% ต่อปี คาดว่าจะสร้างภาระต้นทุนการผลิตให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จ ซึ่งผู้ประกอบการไทยที่ขยายฐานการผลิตในกัมพูชาจำเป็นต้องเตรียมรับมือและบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานไม่มากนักอย่าง โรงสีข้าว โรงงานน้ำตาล จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า Note : * ODA = Official Development Assistance หรือความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ ซึ่งกัมพูชาถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDCs) ทำให้ได้รับเงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาภายใต้ ODA ทั้งนี้ ข้อมูลจาก World Bank ระบุว่า ODA มีสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของแหล่งเงินทุนสำหรับงบประมาณรายจ่ายภาครัฐของกัมพูชาในปี 2558  

23.12.2019

บทความเกี่ยวกับประเทศเป้าหมาย

  ประเด็นเด่นในแต่ละประเทศ กัมพูชา   EU ตัดสิทธิ์ Everything But Arms (EBA) สินค้าสิ่งทอ เสื้อผ้าสำเร็จรูป และรองเท้าบางรายการ รวมทั้งสินค้าสำหรับการเดินทาง (Travel Goods) ทั้งหมด ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรวมกันราว 1 ใน 5 ของมูลค่าส่งออกของกัมพูชาไป EU Moody’s คาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชาปี 2563 จะขยายตัว 5.5% ชะลอลงจาก 7% ในปี 2562 โดยมีการประเมินปัจจัยเสี่ยงอย่างการระบาดของ COVID-19 ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ รวมถึงผลกระทบจากการที่ EU ตัดสิทธิ์ EBA บางส่วนของกัมพูชา [อ้างอิง] บริษัท Precise Electric Manufacturing ของไทยเตรียมลงทุนโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าใน Krakor District จ.โพธิสัต [อ้างอิง] ประเด็นที่น่าสนใจ : การตัดสิทธิ์ EBA ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของกัมพูชาค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากสินค้าที่ถูกตัดสิทธิ์มีมูลค่าถึงราว 8% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดของกัมพูชา ขณะที่ผู้ประกอบการไทยที่ไปผลิตสินค้าในกลุ่มที่ถูกตัดสิทธิ์ EBA ในกัมพูชาก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยแนวทางการปรับตัวจำเป็นต้องหาตลาดอื่นหรืออาจพิจารณากระจายฐานการลงทุนในประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะเวียดนาม รายละเอียดเพิ่มเติม [บทวิเคราะห์ของฝ่ายวิจัยธุรกิจ] สปป.ลาว สปป.ลาว ประกาศใช้กฎหมายภาษีเงินได้ฉบับใหม่ โดยมีการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงเหลือ 0-20% จากเดิมที่ 0-24% ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีการขยายช่วงรายได้พึงประเมินเป็น 1.3 ล้าน - 65 ล้านกีบต่อเดือน จาก 1 ล้าน - 40 ล้านกีบต่อเดือน [อ้างอิง] เมียนมา ศาลโลกที่กรุงเฮกออกคำสั่งให้เมียนมางดการกระทำที่ส่งผลต่อชีวิตและความปลอดภัยของชาวโรฮิงญาระหว่างที่ศาลโลกยังพิจารณาคดีเมียนมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา โดยเมียนมาต้องเสนอรายงานต่อศาลภายในเวลา 4 เดือน หลังจากนั้นต้องรายงานต่อเนื่องทุกๆ 6 เดือน [อ้างอิง] ภาคธุรกิจนำเข้าส่งออกในเมียนมาเผชิญอุปสรรคในการดำเนินงานจากกฎระเบียบที่อนุญาตให้ธนาคารท้องถิ่นเมียนมาโอนเงินตราต่างประเทศเข้าหรือออกเมียนมาได้เมื่อมีใบ B/L (Bill of Lading) เท่านั้น ประเด็นที่น่าสนใจ : แม้ศาลโลกยังไม่ได้มีมาตรการที่เป็นบทลงโทษต่อเมียนมา จึงยังไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อเมียนมา แต่ต้องติดตามท่าทีของชาติตะวันตก โดยเฉพาะ EU ว่าจะใช้สถานการณ์นี้เป็นข้ออ้างในการพิจารณาตัดสิทธิ์ EBA ของเมียนมาหรือไม่ หลังจากล่าสุด EU ได้ตัดสิทธิ์ EBA บางส่วนของกัมพูชา โดยอ้างถึงการลิดรอนสิทธิ์ทางการเมืองของพรรคฝ่ายตรงข้ามนายกรัฐมนตรีฮุนเซน เวียดนาม EU อนุมัติข้อตกลงการค้าเสรีสหภาพยุโรป-เวียดนาม หรือ EVFTA โดยจะมีผลบังคับใช้ในเดือน ก.ค. 2563 ทั้งนี้ EVFTA ถือเป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุมมากที่สุดของ EU ที่ทำไว้กับประเทศกำลังพัฒนา โดย EVFTA จะมีการลดอัตราภาษีศุลกากรถึง 99% ของรายการสินค้านำเข้าของทั้งสองประเทศ [อ้างอิง] เวียดนามอนุมัติแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจ Van Don ในจังหวัด Quang Ninh ทางภาคเหนือ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลในระดับ High-end ภายในปี 2583 [อ้างอิง] เวียดนามออกกฎระเบียบการนำเข้ารถยนต์ฉบับใหม่ภายใต้ Decree 17/2020 ซึ่งเป็นการผ่อนคลายข้อจำกัดในการนำเข้ารถยนต์ โดยผู้นำเข้ารถยนต์ในประเทศไม่ต้องขอเอกสารรับรองประเภทยานพาหนะ (VTA) จากหน่วยงานภายในประเทศผู้ส่งออก [อ้างอิง] ประเด็นที่น่าสนใจ : นโยบายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมรถยนต์ของเวียดนามเป็นที่น่าติดตาม โดยในปี 2561 ซึ่งเวียดนามต้องลดภาษีนำเข้ารถยนต์ (Completely Built Unit : CBU) เหลือ 0% ภายใต้ AFTA ทำให้ค่ายผู้ผลิตรถยนต์บางส่วนเตรียมลดการผลิตรถยนต์บางรุ่นในเวียดนามและหันไปนำเข้าจากฐานการผลิตในประเทศอื่นแทน แต่ในปีดังกล่าวเวียดนามได้ออกกฎระเบียบ Decree 116 ที่กำหนดให้ผู้นำเข้ารถยนต์ต้องขอ VTA และต้องมีการทดสอบรถยนต์เมื่อส่งถึงเวียดนาม ทำให้การนำเข้ารถยนต์เกิดความล่าช้าและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงความต้องการปกป้องอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศและก่อให้เกิดความกังวลถึงผลกระทบต่อการส่งออกรถยนต์ของไทยไปเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาเวียดนามได้ผ่อนคลายกฎระเบียบดังกล่าวลง รวมถึงมีการออกกฎระเบียบใหม่ Decree 17/2020 ซึ่งผ่อนคลายกฎระเบียบเดิม จึงมองได้ว่าเวียดนามอาจเปลี่ยนรูปแบบในการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์จากการปกป้องอุตสาหกรรมของตนด้วยการกีดกันการนำเข้า เป็นการปรับเป้าหมายการพัฒนาไปสู่การผลิตรถยนต์สมัยใหม่แทน อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากมีความเป็นไปได้มากกว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์แบบเก่าที่ต้องมีฐานห่วงโซ่การผลิตที่แข็งแกร่งในประเทศ   หมายเหตุ : ประเด็นเด่นในแต่ละประเทศรวบรวมทั้งจากแหล่งข่าวต่างประเทศและแหล่งข่าวท้องถิ่น ไปจนถึงแหล่งข้อมูลด้านเศรษฐกิจและที่ปรึกษาทางกฎหมาย ที่มา : - www.phnompenhpost.com - jclao.com - www.thaipost.net - www.mmtimes.com - vietnamnews.vn - en.thesaigontimes.vn    

06.03.2020

ประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และการเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายประเทศ ส่งผลให้เกิดความต้องการใช้ทรัพยากรมากขึ้น สวนทางกับทรัพยากรของโลกที่มีจำกัด European Commission คาดว่าหากการใช้ทรัพยากรโลกยังอยู่ในระดับปัจจุบัน ภายในปี 2573 จะต้องมีโลกถึง 2 ใบ จึงจะมีทรัพยากรเพียงพอในการสนองความต้องการใช้ของคนทั้งโลก ทำให้การหาทางลดการใช้หรือการนำทรัพยากรที่ใช้แล้วหมุนเวียนมาใช้ใหม่ตามแนวคิด Circular Economy ได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน พร้อมคาดกันว่า Circular Economy จะส่งผลต่อการกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมและธุรกิจของโลกนับจากนี้ และมีส่วนช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ทำความรู้จัก Circular Economy   Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน คือระบบเศรษฐกิจที่เน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้แนวคิด “ผลิต-ใช้-นำกลับมาใช้ใหม่” (Make-Use-Return) ต่างจากเศรษฐกิจแบบเส้นตรง (Linear Economy) ที่เน้นทำกำไรให้มากที่สุด ด้วยแนวคิด “ผลิต-ใช้-ทิ้ง” (Make-Use-Dispose) โดยละเลยถึงผลที่จะตามมา ซึ่งปัจจุบันพบว่าหลายประเทศหันมาใส่ใจและกำหนดมาตรการต่างๆ ที่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน อาทิ EU ประกาศใช้ 2018 Circular Economy Action Package โดยตั้งเป้าลดขยะพลาสติก ลดการฝังกลบขยะและเพิ่มการรีไซเคิล ญี่ปุ่นปลูกฝังจิตสำนึก ในการคัดแยกขยะ และคิดค่ากำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์รวมไว้กับค่าสินค้า รวมถึงหลายประเทศในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ตั้งเป้าเป็นประเทศที่ไม่มีขยะ(Zero Waste Nation) โดยเบื้องต้นจะลดปริมาณขยะที่เข้าสู่บ่อกำจัดขยะจากวันละ 0.36 กิโลกรัมต่อคนในปี 2561 เหลือวันละ 0.25 กิโลกรัมต่อคนภายในปี 2573 และเวียดนามตั้งเป้าหมายว่าจะยกเลิกการใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งภายในปี 2568 ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการตื่นตัวของทุกประเทศและจะมีส่วนผลักดันให้ผู้ประกอบการในทุกธุรกิจต้องปรับตัวตามไปด้วย นอกเหนือจากแรงผลักดันจากฝั่งผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การปรับโมเดลธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน   ปัจจุบันพบว่าธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วโลกหลายธุรกิจเริ่มปรับตัวตามแนวคิด Circular Economy ผ่านโมเดลธุรกิจต่างๆ อาทิ -Circular Supply Chain เป็นโมเดลธุรกิจที่เน้นการใช้ทรัพยากรตลอดกระบวนการผลิตให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัตถุดิบ ด้วยการนำวัสดุรีไซเคิล วัสดุชีวภาพ หรือวัสดุที่นำไปรีไซเคิลได้ทั้งหมดมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า รวมถึงการใช้พลังงานหมุนเวียนในกระบวนการผลิต เพื่อลดการใช้ทรัพยากร โดยเฉพาะทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป และลดการเกิดของเสียจากการผลิต ตัวอย่างเช่น MOGU บริษัทจากอิตาลีที่หันมาพัฒนาวัสดุชีวภาพสำหรับตกแต่งภายในอาคารที่พัฒนาแผ่นปูพื้นและแผ่นบุผนังจากเส้นใยพืชและกลุ่มใยรา ด้วยการเพาะเลี้ยงใยราบนต้นพืช เมื่อใยรากินเซลลูโลสในต้นพืชแล้ว จะเติบโตขึ้นและแผ่โครงสร้างทางอินทรีย์อุดช่องว่างของต้นพืช จึงทำให้เกิดวัสดุชีวภาพชนิดใหม่ขึ้น จากนั้นจึงนำไปทำให้แห้งและผ่านกระบวนการอัดด้วยความร้อนสูง จนได้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหนักเบา เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ของแบรนด์อื่นในตลาด อีกทั้งมีคุณสมบัติยืดหยุ่นและดูดซับเสียงได้ดี สามารถสั่งผลิตได้ตามขนาด ลักษณะผิวสัมผัส ความหนา และสีสันที่ต้องการ จึงตอบโจทย์ความต้องการใช้ในภาคอุตสาหกรรม   -Product as a Service เป็นโมเดลธุรกิจที่เจ้าของสินค้านำสินค้ามาให้บริการกับผู้ใช้สินค้าในรูปแบบของการเช่าหรือการจ่ายเมื่อต้องการใช้งาน (pay-for-use) โดยไม่ต้องซื้อขาด จึงช่วยลดภาระให้แก่ผู้ใช้สินค้า เนื่องจากไม่ต้องชำระเงินค่าสินค้าเต็มมูลค่า อีกทั้งยังช่วยลดภาระในการดูแลหรือบำรุงรักษาสินค้า เพราะผู้ให้บริการจะทำหน้าที่ดังกล่าวแทน ตัวอย่างเช่น Michelin ผู้ผลิตและจำหน่ายยางรถยนต์รายใหญ่ของโลกที่เปิดให้ลูกค้าเช่าใช้ยางรถยนต์ ภายใต้แนวคิด “Tires as a service” โดยคิดค่าเช่ายางรถยนต์ตามระยะทางที่ลูกค้าใช้งาน และบริษัทฯ เป็นฝ่ายดูแลคุณภาพยางรถยนต์ตลอดอายุการใช้งาน อีกทั้งเมื่อยางรถยนต์ใช้งานไม่ได้แล้ว บริษัทฯ จะรวบรวมและนำเข้าสู่กระบวนการผลิตยางรถยนต์ใหม่ต่อไป นอกจากโมเดล Product as a Service จะมีส่วนช่วยลดปัญหาการรวบรวมสินค้า ที่หมดอายุใช้งานไปจัดการต่อ เพราะเจ้าของสินค้าเป็นฝ่ายรวบรวมไปจัดการเองแล้ว โมเดลการเช่าใช้งานยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้อัพเกรดสินค้าเป็นรุ่นใหม่ได้ โดยไม่ต้องซื้อสินค้าใหม่ทุกครั้ง ดังเช่นกรณีของ Gerrard Street บริษัทสตาร์ตอัพจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ผู้ให้บริการเช่าใช้หูฟังเป็นรายเดือนที่ออกแบบหูฟังแบบ Modular ซึ่งสามารถถอดประกอบเองได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้กาว ทำให้การปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนทำได้สะดวก โดยเมื่อมีชิ้นส่วนใดเสียหาย หรือเมื่อมีหูฟังรุ่นใหม่ออกมา ผู้ใช้สามารถส่งชิ้นส่วนที่เสียหรือหูฟังรุ่นเก่ามาเปลี่ยนที่บริษัทได้ฟรี จึงช่วยลดปัญหาขยะที่เกิดจากการทิ้งหูฟังรุ่นเก่าที่ยังใช้งานได้เพื่อไปซื้อรุ่นใหม่ และลดปัญหาขยะจากการทิ้งหูฟังทั้งชิ้น ทั้งๆ ที่มีเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งเสียหายเท่านั้น -Resource Recovery เป็นโมเดลที่เน้นการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด หรือเกิดประโยชน์มากที่สุดเช่นเดียวกับ Circular Supply Chain แต่ต่างกันที่ Circular Supply Chain จะให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัตถุดิบและพลังงานที่นำมาใช้ในการผลิต (Inputs) ในขณะที่ Resource Recovery จะเน้นจัดการของเสีย (Waste) หรือผลพลอยได้ (By Product) ที่เหลือจากกระบวนการผลิต โดยจะพยายามดึงส่วนที่ยังใช้งานได้หรือพลังงานที่แฝงอยู่ในของเสียหรือผลพลอยได้ออกมาใช้ให้คุ้มค่าที่สุด โมเดลนี้จึงเหมาะกับธุรกิจที่มีผลพลอยได้หรือของเสียจากกระบวนการผลิตเป็นจำนวนมาก อาทิ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ตัวอย่างเช่น Kroger (ธุรกิจค้าปลีกในสหรัฐฯ) รวบรวมขยะอาหารจากสาขาของบริษัทฯ ราววันละ 150 ตัน มาเข้าสู่กระบวนการหมักเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพและนำไปผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในสำนักงานและศูนย์กระจายสินค้าของบริษัทฯ โดยสามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึงร้อยละ 20 ของปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ทั้งหมด นอกจากนี้ ก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้ยังช่วยลดการใช้ก๊าซธรรมชาติลงถึงร้อยละ 95   สำหรับประเทศไทย รัฐบาลได้นำแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ “BCG Model” ซึ่งเป็นการบูรณาการแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจใน 3 มิติ ได้แก่ Bio Economy (เศรษฐกิจชีวภาพ) Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียน) และ Green Economy (เศรษฐกิจสีเขียว) มาใช้วางแนวทางในการพัฒนาประเทศ เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สามารถนำทรัพยากรที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ และปล่อยของเสียออกสู่สภาพแวดล้อมให้น้อยที่สุด ขณะที่ภาคเอกชนก็ตื่นตัวกับกระแสดังกล่าวเช่นเดียวกัน โดยปัจจุบันพบว่าผู้ประกอบการรายใหญ่อย่าง SCG ได้นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในการดำเนินธุรกิจแล้ว เช่น การผลิตกระดาษลูกฟูกที่ใช้วัตถุดิบลดลงร้อยละ 25 แต่ยังคงความแข็งแรงได้เท่าเดิม และ PTTGC ที่รวบรวมขยะขวดพลาสติก PET ที่ถูกทิ้งในทะเลมาผลิตเป็นเส้นใยแล้วนำไปผลิตเสื้อ ภายใต้โครงการ Upcycling The Oceans เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของไทย

27.02.2020

ธุรกิจแฟรนไชส์กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในกัมพูชาด้วยแรงสนับสนุนสำคัญจากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องกว่า 6% ต่อปี และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของสังคมเมือง ประกอบกับชาวกัมพูชารุ่นใหม่พร้อมเปิดรับการบริโภครูปแบบใหม่และมีไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปเป็นแบบสังคมเมือง อาทิ การพบปะสังสรรค์ตามร้านอาหารและร้านกาแฟสมัยใหม่ ส่งผลให้ธุรกิจที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์สมัยใหม่อย่างธุรกิจแฟรนไชส์เติบโตตามกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจแฟรนไชส์ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งไทยมีผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและต้องการรุกขยายตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะรุกทำตลาดกัมพูชา ผู้ประกอบการควรทราบถึงประเด็นที่ต้องใส่ใจเกี่ยวกับการทำธุรกิจแฟรนไชส์ในกัมพูชา ดังนี้    รูปแบบการขายแฟรนไชส์ที่เหมาะสม โดยทั่วไปการขายแฟรนไชส์มี 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ รูปแบบ Master Franchise เป็นรูปแบบที่นิยมในการขยายธุรกิจแฟรนไชส์ไปต่างประเทศ รวมทั้งกัมพูชา โดยผู้ประกอบการไทยมักนิยมขาย Master Franchise ให้นักธุรกิจท้องถิ่นหรือนักธุรกิจไทยที่มีความเชี่ยวชาญในกัมพูชา เนื่องจากสามารถปิดจุดอ่อนของการไม่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศที่จะเข้าไปลงทุนและไม่ชำนาญในการเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมกับการลงทุน นอกจากนี้ นักธุรกิจท้องถิ่นยังมีสายสัมพันธ์กับนักธุรกิจรายอื่นที่มีศักยภาพในการมาซื้อ Sub-Franchise ไปลงทุนอีกทอดหนึ่ง และยังดูแล Sub-Franchise ในพื้นที่ได้ใกล้ชิดมากกว่า โดยลักษณะสัญญาการขายแบบ Master Franchise จะระบุจำนวนสาขาแฟรนไชส์ที่ผู้ได้รับ Master Franchise ต้องขยายให้ได้ตามที่ตกลงกันไว้ ดังนั้น จุดเสี่ยงสำคัญของการขายแฟรนไชส์ในรูปแบบนี้ จึงเป็นการเลือกผู้ซื้อ Master Franchise เนื่องจากเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการส่งมอบประสบการณ์ที่มีต่อแบรนด์ให้กับผู้บริโภคในวงกว้าง รูปแบบ Direct Franchise เป็นการขายสิทธิ์แฟรนไชส์ตรงแก่นักลงทุนแต่ละรายไป โดยรูปแบบดังกล่าวเหมาะสำหรับเจ้าของแฟรนไชส์ที่มีความพร้อมในการเข้าไปศึกษา สำรวจพื้นที่และพฤติกรรมเชิงลึกของกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย รวมถึงทำการตลาดและดูแลผู้ซื้อแฟรนไชส์ในกัมพูชาเอง ซึ่งมีข้อดีคือเจ้าของแฟรนไชส์สามารถรักษามาตรฐานแฟรนไชส์ได้ เพราะต้องควบคุมการดำเนินงานเอง แต่อาจมีขั้นตอนการดำเนินงานมากขึ้นและขยายแฟรนไชส์ได้ช้ากว่ารูปแบบ Master Franchise พิจารณาผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่มีศักยภาพ กรณีการขายแฟรนไชส์แบบ Master Franchise ควรคัดเลือก Master Franchise ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในการทำการตลาดในพื้นที่ ซึ่งจะสามารถช่วยประชาสัมพันธ์แบรนด์และเจาะตลาดได้ตรงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย รวมทั้งควรเลือก Master Franchise ที่มีความสามารถในด้านบริหารจัดการและดูแลการดำเนินงานของ Sub-Franchise ให้ได้มาตรฐานตามที่ต้องการ กรณีการขายแฟรนไชส์แบบ Direct Franchise ควรคัดเลือกผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่มีความน่าเชื่อถือ มีความตั้งใจจริงในการทำธุรกิจ และเข้าใจระบบแฟรนไชส์ มากกว่าการมุ่งขายแฟรนไชส์ให้ได้จำนวนมาก และอาจต้องปฏิเสธผู้สนใจซื้อแฟรนไชส์ที่คุณสมบัติไม่เหมาะสม เพราะหากผู้ซื้อแฟรนไชส์ไม่ใส่ใจรักษาคุณภาพสินค้าและบริการให้เป็นไปตามมาตรฐาน ย่อมส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงแบรนด์และผู้ประกอบการรายอื่นที่ขายสินค้า/บริการภายใต้แฟรนไชส์เดียวกัน เลือกทำเลที่ตั้งที่มีศักยภาพ ธุรกิจแฟรนไชส์ร้านอาหารและเครื่องดื่มในกัมพูชานับว่ามีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงในปัจจุบัน ดังนั้น การเลือกทำเลที่ตั้งที่มีศักยภาพจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยกำหนดความสำเร็จของธุรกิจ โดยทำเลที่มีความเป็นไปได้ที่ผู้ได้รับสิทธิ์ (Franchisee) จะนำมาเสนอ ส่วนใหญ่มักอยู่ในย่านเศรษฐกิจและแหล่งรวมของชาวกัมพูชาสมัยใหม่ในกรุงพนมเปญ ซึ่งทำเลที่น่าสนใจ มีดังนี้ ย่านบึงเกงกอง (Boeung Keng Kang หรือ BKK) เป็นย่านที่พักอาศัยของชาวต่างชาติในกัมพูชา ตั้งอยู่ใจกลางกรุงพนมเปญใกล้กับอนุสาวรีย์เอกราช ถือเป็นพื้นที่สำคัญทางธุรกิจเทียบได้กับย่านถนนทองหล่อของไทย เนื่องจากเป็นแหล่งรวมร้านอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายสไตล์ รองรับชาวต่างชาติที่มาทำงานหรือมาท่องเที่ยวในกัมพูชา รวมถึงเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของชาวกัมพูชาที่มีฐานะค่อนข้างดี จึงมีร้านอาหารและเครื่องดื่มในรูปแบบแฟรนไชส์จากต่างประเทศให้พบเห็นเป็นจำนวนมาก อาทิ Starbucks, KFC, Burger King, Mo-Mo-Paradise, Eric Kayser, Gloria Jean’s, Bonchon และ KOI ตลอดจนแฟรนไชส์ไทยอย่าง Café Amazon และ Inthanin ทั้งนี้ ร้านอาหารและเครื่องดื่มในย่านนี้ควรตกแต่งอย่างมีเอกลักษณ์และทันสมัย เพราะลูกค้าในย่านนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้บริโภคระดับกลาง-บน ต้องการสินค้าและบริการที่ดูดีมีสไตล์ ย่านธุรกิจการเงิน อยู่ทางด้านเหนือของกรุงพนมเปญใกล้กับวัดพนม เป็นพื้นที่ตั้งของสาขาธนาคารต่างชาติและธนาคารท้องถิ่นชั้นนำของกัมพูชาจำนวนมาก อาทิ อาคารสำนักงานใหญ่ของ Canadia Bank และอาคาร Vattanac Capital Tower เป็นแลนด์มาร์กสำคัญในย่านดังกล่าว ทั้งนี้ ธุรกิจแฟรนไชส์ในย่านนี้เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าพนักงานออฟฟิศและผู้บริหารของธุรกิจเป็นหลัก ทำให้มีลูกค้าหนาแน่นในช่วงเช้าและกลางวัน ย่านตลาดการค้าที่สำคัญ เป็นอีกทำเลที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจแฟรนไชส์ร้านอาหารและเครื่องดื่มจากการเป็นแหล่งจับจ่ายของชาวกัมพูชาและมีนักท่องเที่ยวต่างชาติแวะเวียนมาเลือกซื้อสินค้าอยู่สม่ำเสมอ โดยตลาดการค้าที่สำคัญในกรุงพนมเปญ ได้แก่ Russia Market ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งรวมสินค้าที่หลากหลายแล้ว ยังมีจุดเด่นตรงที่เป็นศูนย์รวมอะไหล่เครื่องยนต์ของรถยนต์และรถจักรยานยนต์คล้ายย่านวรจักรและวงเวียน 22 ของไทย Central Market ซึ่งเป็นย่านค้าปลีกที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของกัมพูชา มีสินค้าหลายประเภททั้งสินค้าแฟชั่น เครื่องประดับ ทองคำ เครื่องใช้ไฟฟ้า ตลอดจนอาหารสด อาหารทะเล ผักผลไม้ และสินค้าพื้นเมืองสำหรับเป็นของฝาก Orussey Market เป็นตลาดค้าปลีกและค้าส่งที่สำคัญที่สุดในกรุงพนมเปญ มีหลากหลายโซนทั้งโซนตลาดสด โซนค้าผ้าที่คล้ายย่านสำเพ็งและพาหุรัด โซนเสื้อผ้าวัยรุ่น กระเป๋า รองเท้า ที่คล้ายตลาดนัดจตุจักรและแพลทินัม ประตูน้ำ รวมถึงโซนสินค้าเครื่องเขียนนานาชนิด ไม่ละเลยเรื่องเครื่องหมายการค้า ผู้ประกอบการควรจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหากรณีที่ผู้อื่นนำเครื่องหมายการค้าไปจดทะเบียนตัดหน้า และการลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้า โดยผู้ประกอบการมี 2 ทางเลือก ได้แก่ 1) ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศภายใต้ระบบ Madrid Protocol* กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทย เนื่องจากกัมพูชาได้เข้าเป็นสมาชิกของระบบ Madrid Protocol แล้วตั้งแต่ปี 2558 และ 2) ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยตรงกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ของกัมพูชา ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตั้งแต่เริ่มมีแผนขยายแฟรนไชส์ไปตลาดกัมพูชา โดยเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเป็นเวลา 10 ปี และสามารถขอต่ออายุได้ต่อเนื่องครั้งละ 10 ปี รอบคอบในการทำสัญญาแฟรนไชส์ โดยครอบคลุมประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ของผู้ได้รับสิทธิ์และเจ้าของสิทธิ์แฟรนไชส์ การทำการตลาด การไม่เปิดเผยความลับ ข้อกำหนดด้านทรัพย์สินทางปัญญา การจัดการข้อพิพาท และที่สำคัญควรระบุการอนุญาตสิทธิ์ (Permission) ในการใช้เครื่องหมายการค้า (Trademark License) ในสัญญาแฟรนไชส์ด้วย เพื่อให้มีความรัดกุมมากขึ้นแม้ว่าผู้ประกอบการจะดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ยังควรระบุข้อตกลงในรายละเอียดปลีกย่อย อาทิ หากมีการประชาสัมพันธ์/ทำการตลาด ควรต้องระบุให้ชัดเจนว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าว เป็นต้น ทั้งนี้ ปัจจุบันกัมพูชายังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์เป็นการเฉพาะ ดังนั้น การทำสัญญาแฟรนไชส์ที่ครอบคลุมและมีรายละเอียดที่ชัดเจนจะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยป้องกันความเสียหายให้เจ้าของสิทธิ์แฟรนไชส์ โดยเฉพาะเมื่อเกิดกรณีพิพาทหรือมีการละเมิดข้อตกลงระหว่างกัน                 สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจขยายธุรกิจแฟรนไชส์ไปกัมพูชาควรศึกษาข้อมูลกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินงาน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสําคัญที่จะส่งผลต่อต้นทุนทางธุรกิจ อาทิ กฎหมายแรงงาน สวัสดิการพนักงาน และการขอใบอนุญาตทํางาน รวมถึงการศึกษาลักษณะและพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดกัมพูชา โดยในเบื้องต้นสามารถศึกษาข้อมูลและขอรับคําแนะนําจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และสถานเอกอัครราชทูตไทยในกัมพูชา รวมถึง EXIM BANK ซึ่งปัจจุบันมีสำนักงานผู้แทนในกรุงพนมเปญ รวมทั้งมีโครงการบ่มเพาะเสริมความรู้ ตลอดจนกิจกรรมการจับคู่ทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายธุรกิจไปยังกัมพูชาอีกด้วย * ความตกลงจัดตั้งระบบการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่เจ้าของเครื่องหมายการค้าในการขอรับความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ โดยสามารถยื่นคำขอที่สำนักงานต้นทางในประเทศตนเอง สำหรับประเทศไทยยื่นผ่านกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อขอรับความคุ้มครองในประเทศภาคีสมาชิกพิธีสารมาดริด

27.02.2020
link อื่นๆ
  • Relate Preview
  • Relate Preview
Financial Products