ประเทศเป้าหมาย

ข่าวเศรษฐกิจประเทศเป้าหมาย

บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM  เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2564 ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 10-15% และมีโครงการใหม่ที่จะจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) ในช่วงครึ่งหลังปี 2564 จำนวน 2 โครงการ คือ โครงการโรงไฟฟ้าบ่อทอง วินด์ฟาร์ม 1&2 ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 16 MW ในจังหวัดมุกดาหาร คาดว่าจะ COD ในเดือนกรกฎาคม 2564 และโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมแบบไฮบริดควบคู่กับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 95 MW ที่สนามบินอู่ตะเภา โดยเฟสแรกจะผลิตไฟฟ้า 15 MW คาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปี 2564 ทั้งนี้ ในปี 2564 บริษัทฯ ตั้งเป้ามีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 1,000 MW ทั้งจากโรงไฟฟ้าที่บริษัทฯ ร่วมกับพันธมิตรลงทุนเองตั้งแต่แรก (Green Field) และการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ทั้งในและต่างประเทศ เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังลมที่เกาหลีใต้ 2 โครงการ กำลังการผลิตรวม 170 MW ที่คาดว่าจะได้ข้อสรุปในครึ่งหลังปี 2564  โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ (Gas to Power) ที่เวียดนาม มี 2-3 โครงการ ที่คาดว่าจะมีความชัดเจน 1 โครงการในช่วงครึ่งหลังปี 2564 นอกจากนี้ บริษัทฯ เตรียมเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 2-3 โครงการในไทย กำลังผลิตรวม 600-700 MW (ผู้จัดการรายวัน 360 องศา, 16 มิ.ย. 2564)

17.06.2021

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 Canadian Border Service Agency (CBSA) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการใช้มาตรการปกป้องและตอบโต้ทางการค้าของแคนาดา ได้ประกาศเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping Duty : AD) ในขั้นต้นกับเฟอร์นิเจอร์โซฟาและเก้าอี้ปรับนอน (Upholstered Furniture) จากจีนในอัตรา 295% และเวียดนาม 101% เป็นการชั่วคราว ก่อนจะประกาศผลการพิจารณาขั้นสุดท้ายในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2564 ทั้งนี้ การเรียกเก็บ AD ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ภายในประเทศได้รวมตัวกันยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลเนื่องจากพบว่าสัดส่วนมูลค่าตลาดเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตในประเทศลดลงอย่างมากจากราว 50% เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา เหลือเพียง 15% ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ผู้จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ในแคนาดาระบุว่าสาเหตุที่ต้องนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เนื่องจากการผลิตในประเทศมีไม่เพียงพอกับความต้องการและมีราคาค่อนข้างสูง ทำให้ผู้มีรายได้น้อยถึงรายได้ปานกลางไม่สามารถเข้าถึงได้ จึงต้องนำเข้าสินค้ามาเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภค (https://www.ditp.go.th, 11 มิ.ย. 2564)

17.06.2021

บริษัท CP All (Cambodia) Co Ltd. เตรียมเปิดร้าน 7-Eleven สาขาแรกในกัมพูชาช่วงกลางเดือน มิ.ย. 64 โดยจะตั้งอยู่ในสถานีบริการน้ำมัน PTT ในเขต Prek Pnov ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงพนมเปญ และตั้งเป้าเปิดอย่างน้อย 6 สาขาในปีนี้

08.06.2021

Hot Issue ประเทศเป้าหมาย

ประเด็นสำคัญ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกยางล้ออันดับ 1 ของไทย (สัดส่วนเกือบ 50%) ประกาศผลการไต่สวน AD ขั้นสุดท้าย สำหรับยางล้อนำเข้าจากไทย (14.62 - 21.09%) เวียดนาม (0-22.27%) เกาหลีใต้ (14.72-27.05%) และไต้หวัน (20.04-101.84%) พร้อมกันนี้ สหรัฐฯ ยังคงเรียกเก็บ CVD กับยางล้อนำเข้าจากเวียดนามในอัตรา 6.23-7.89% เพื่อตอบโต้การบิดเบือนค่าเงินด่อง ในปี 2564 คาดว่ามูลค่าส่งออกยางล้อของไทยไปสหรัฐฯ จะยังไม่ได้รับผลกระทบจากการเรียกเก็บ AD เนื่องจากตลาดรถยนต์สหรัฐฯ มีแนวโน้มฟื้นตัวดีจากฐานที่ต่ำมากในปี 2563 ในระยะถัดไป หากสหรัฐฯ ยังคงใช้มาตรการ AD ไทยมีแนวโน้มจะเสียส่วนแบ่งตลาดยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็กในสหรัฐฯ บางส่วนให้แก่แคนาดา อินโดนีเซีย และเวียดนาม จากความสามารถในการแข่งขันด้านราคาที่ลดลง รวมถึงจะเผชิญคู่แข่งสำคัญรายใหม่ในตลาดยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคล จากการปรับกลยุทธ์การลงทุนของบริษัทยางล้อขนาดใหญ่เพื่อลดผลกระทบของ AD หมายเหตุ : Anti-dumping Duty (AD)  = มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด  และ Countervailing Duty (CVD) = มาตรการตอบโต้การอุดหนุน -------------------------------------------------------------------------------------- สหรัฐฯ ประกาศเรียกเก็บ AD ขั้นสุดท้ายกับยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็ก (Light Truck) ที่นำเข้าจากไทย เวียดนาม เกาหลีใต้ และไต้หวัน ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป โดยอัตรา AD ขั้นสุดท้ายนี้จะมีผลบังคับใช้ไปจนกว่าจะทบทวนอัตรา AD ครั้งต่อไป หรืออาจยกเลิกการจัดเก็บหากคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (USITC) พิจารณาแล้วไม่พบการทุ่มตลาด ซึ่งจะประกาศผลพิจารณาในเดือนกรกฎาคม 2564 ทั้งนี้ ผู้ผลิตยางล้อเกือบทั้งหมดในประเทศไทยถูกเรียกเก็บ AD ในอัตรา 17.08% ยกเว้น บจก.ซูมิโตโม รับเบอร์ (ไทยแลนด์) และ บจก.แอลแอลไอที (ประเทศไทย) ที่ถูกเก็บในอัตรา 14.62% และ 21.09% ตามลำดับ ยางล้อจากเวียดนามเป็นประเทศเดียวที่สหรัฐฯ เรียกเก็บ CVD โดยให้เหตุผลว่าธนาคารกลางของเวียดนามแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้เงินด่องอ่อนค่าเกินจริง ซึ่งมีผลให้เวียดนามได้เปรียบผู้ผลิตสหรัฐฯ ในการแข่งขันด้านราคา อย่างไรก็ตาม แม้เวียดนามถูกเรียกเก็บ CVD แต่เมื่อรวมกับ AD แล้ว ผู้ผลิตยางรายใหญ่ในเวียดนามอย่าง Sailun, Kumho, Bridgestone และ Yokohama (สัดส่วนรวมกว่า 90% ของการส่งออกยางล้อทั้งหมดของเวียดนาม) กลับถูกเรียกเก็บ AD และ CVD รวมกันเพียง 6.23-7.89% ซึ่งต่ำกว่า AD ของผู้ผลิตทุกรายที่อยู่ในไทย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่ดังกล่าวถูกเรียกเก็บ AD ที่ 0% ขณะที่สหรัฐฯ เรียกเก็บ AD จากผู้ผลิตรายกลางและรายเล็กในอัตรา 22.27% ยางล้อของเวียดนามจึงมีแต้มต่อในการแข่งขันกับคู่แข่งทั้งสามดังกล่าว  และยังเป็นปัจจัยกระตุ้นให้มีการขยายกำลังการผลิตในเวียดนามเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ผลกระทบต่อการส่งออกของไทย มิติขอบเขตของผลกระทบ : ค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากไทยส่งออกยางล้อไปสหรัฐฯ 2,711.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2563 หรือ 7.9% ของมูลค่าส่งออกสินค้าทั้งหมดของไทยไปสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกยางล้ออันดับ 1 ของไทยด้วยสัดส่วนราว 50% และเกือบครึ่งหนึ่งของยางล้อที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็กซึ่งถูกเรียกเก็บ AD มิติด้านเวลา : ในระยะสั้น ผลกระทบจากการที่สหรัฐฯ เก็บ AD ยางล้อของไทยยังมีจำกัด เพราะแม้การเก็บ  AD จะทำให้ต้นทุนการนำเข้ายางล้อจากไทยแพงขึ้น แต่ราคายางล้อของไทย โดยเฉพาะยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่รวม AD แล้วยังต่ำกว่าคู่แข่งสำคัญ ทั้งเกาหลีใต้ เม็กซิโก แคนาดา และญี่ปุ่น ประกอบกับอานิสงส์จากตลาดรถยนต์โลก รวมถึงในสหรัฐฯ ในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตขึ้นจากฐานที่ต่ำ ทำให้การส่งออกยางล้อในปี 2564 ยังมีโอกาสขยายตัว โดย IHS Markit คาดว่ายอดผลิตรถยนต์ในสหรัฐฯ จะขยายตัวถึง 24% จากปี 2563 อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไป การส่งออกยางล้อของไทยทั้งยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็กมีแนวโน้มเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการยางล้อบางรายเริ่มปรับกลยุทธ์หลังสหรัฐฯ ใช้มาตรการ AD ด้วยการขยายฐานการลงทุนไปประเทศที่ยังได้เปรียบในการแข่งขันด้านราคาหลังรวมผลกระทบจากมาตรการแล้ว เช่น เวียดนาม มิติประเภทสินค้า : ยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (คิดเป็นมูลค่าส่งออกราว 60% ของยางล้อทั้งหมดที่ถูกเก็บ AD) ไทยจะเผชิญการแข่งขันรุนแรงขึ้นจากเวียดนาม และอาจมีคู่แข่งรายใหม่เกิดขึ้น  โดยผู้ผลิตยางล้อในเวียดนามมีแนวโน้มขยายกำลังการผลิตเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้น อาทิ Kumho เตรียมลงทุนเกือบ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มกำลังการผลิตยางล้อในเวียดนาม เพื่อขยายการส่งออกไปสหรัฐฯ ขณะที่ Sailun ของจีนประกาศแผนลงทุนโรงงานยางล้อรถยนต์ส่วนบุคคลและรถบรรทุกขนาดเล็กในกัมพูชาแล้ว ด้วยเงินลงทุน 181 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ Nankang Rubber Tire ของไต้หวัน ซึ่งถูกเก็บ AD ในอัตรา 101.84% มีแผนย้ายสายการผลิตยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็กซึ่งถูกเก็บ AD ไปยังโรงงานของบริษัทฯ ที่ตั้งอยู่ในประเทศอื่น ยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็ก (คิดเป็นมูลค่าส่งออกราว 40% ของยางล้อทั้งหมดที่ถูกเก็บ AD) ไทยมีแนวโน้มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็กในสหรัฐฯ ให้กับคู่แข่งสำคัญอย่างแคนาดา (ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 2 ที่ 14.9% รองจากไทยที่ 27.3%) รวมถึงอินโดนีเซีย และเวียดนาม เนื่องจากราคายางล้อรถบรรทุกขนาดเล็กของไทยหลังรวม AD แล้วสูงกว่าประเทศคู่แข่งดังกล่าว ผลจากมาตรการ AD ต่อการลงทุนตั้งฐานผลิตยางล้อ การที่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำเข้ายางล้อรายใหญ่ของโลกประกาศใช้มาตรการดังกล่าวกับหลายประเทศที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกยางล้อสำคัญ รวมถึงไทย ส่งผลต่อตลาดยางล้อโลก ตลอดจน Supply Chain ของอุตสาหกรรม โดยในส่วนของไทย ศักยภาพในการเป็นฐานการลงทุนผลิตยางล้อเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มลดลง อาจกระทบต่อแผนการลงทุนของผู้ผลิตยางล้อรายสำคัญในระยะต่อไป Disclaimer : ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏเป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายและการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้สนใจเท่านั้น โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่าโดยทางใด

09.06.2021

ประเด็นสำคัญ เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มขยายตัวโดดเด่นที่สุดใน CLMV ขณะที่รัฐประหารทำให้เศรษฐกิจเมียนมาซึ่งเคยขยายตัวสูงกลับถดถอยและกลายเป็นประเทศที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจเติบโตต่ำที่สุดในกลุ่ม นโยบายภาครัฐของกัมพูชาเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้โรงไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่มีโอกาสขยายการลงทุนในระยะข้างหน้า พร้อมกับผลักดันอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทดแทนเสื้อผ้าสำเร็จรูป การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ใน สปป.ลาว ต้องอาศัยนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน ซึ่งโรงไฟฟ้าพลังน้ำยังคงเป็นเป้าหมายหลัก ขณะที่การลงทุนภาคการผลิตมีโอกาสเพิ่มขึ้นจากโครงการรถไฟจีน - สปป.ลาว ความขัดแย้งในเมียนมาทำให้ธุรกิจต่างชาติต้องเน้นประคองธุรกิจ และการลงทุนใหม่มีแนวโน้มชะลอตัวรุนแรง   แม้วิกฤต COVID-19 จะยังไม่สิ้นสุดลง แต่การประเมินแนวโน้มตลาดยังเป็นสิ่งจำเป็นต่อการวางแผนธุรกิจ โดยตลาด CLMV ซึ่งเป็นตลาดการค้าการลงทุนสำคัญของไทย มีทิศทางเศรษฐกิจ นโยบายภาครัฐ และแนวโน้มธุรกิจและอุตสาหกรรม ในระยะข้างหน้า ดังนี้ ทิศทางเศรษฐกิจของ CLMV

12.05.2021

ประเด็นสำคัญ สถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของทั้งกัมพูชาและ สปป.ลาว น่ากังวล เนื่องจากมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันทำสถิติสูงสุดและเป็นจำนวนมากกว่าผู้ติดเชื้อทั้งปี 2563 จนทำให้ทั้งสองประเทศต้องใช้มาตรการ Lockdown เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด การแพร่ระบาดที่รุนแรงอาจทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะกรณีของกัมพูชาที่การแพร่ระบาดมีแนวโน้มจัดการได้ยาก ธุรกิจไทยประเภทร้านอาหาร/เครื่องดื่ม รวมถึงแฟรนไชส์ ในประเทศดังกล่าว ได้รับผลกระทบมากในช่วง Lockdown ขณะที่ธุรกิจโรงแรม/รีสอร์ทมีแนวโน้มฟื้นตัวล่าช้าออกไปตามภาคการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการไทยในภาคการผลิตยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ขณะที่การส่งออกของไทยไปประเทศดังกล่าวมีแนวโน้มหดตัวในช่วง Lockdown แต่ภาพรวมทั้งปี 2564 ยังสามารถขยายตัวได้เล็กน้อย สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทวีความรุนแรงขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างกัมพูชาและ สปป.ลาว ส่งผลให้ทั้งสองประเทศต้องใช้มาตรการ Lockdown เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวมีรายละเอียดที่สำคัญ และมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย ดังนี้ ความคิดเห็นฝ่ายวิจัยธุรกิจ สถานการณ์แพร่ระบาด COVID-19 น่ากังวล เนื่องจากเป็นการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของทั้งกัมพูชาและ สปป.ลาว ซึ่งมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันทำสถิติสูงสุดและเป็นจำนวนมากกว่าผู้ติดเชื้อทั้งปี 2563 ขณะที่ความพร้อมของระบบสาธารณสุขที่ยังมีจำกัด ทำให้การชะลอการระบาดทำได้ค่อนข้างช้า การบริการจัดการสถานการณ์ในกัมพูชายากกว่า สปป.ลาว เนื่องจากประชากรในเมืองพักอาศัยอย่างแออัดกว่า ทำให้ควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ยากกว่ากรณีของ สปป.ลาว การแพร่ระบาดที่รุนแรงอาจทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะกรณีของกัมพูชาที่การแพร่ระบาดมีแนวโน้มจัดการได้ยาก อีกทั้งเศรษฐกิจกัมพูชาพึ่งพาภาคบริการ โดยเฉพาะท่องเที่ยว ในสัดส่วนที่สูง ผลกระทบต่อธุรกิจไทย Disclaimer : ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏเป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายและการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้สนใจเท่านั้น โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่าโดยทางใด

28.04.2021

บทความเกี่ยวกับประเทศเป้าหมาย

ประเด็นเด่นในแต่ละประเทศ สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศของเวียดนามเดือน ม.ค. 2564 การค้าระหว่างประเทศของเวียดนามขยายตัวอย่างร้อนแรงตั้งแต่เริ่มต้นปี 2564 ท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19 ทั่วโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 64 ขยายตัวถึง 55.1% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่านำเข้าขยายตัว 41.3% ทั้งนี้ การส่งออกและการนำเข้าของเวียดนามที่ขยายตัวอย่างโดดเด่นมีข้อสังเกตที่น่าสนใจ ดังนี้ มูลค่าส่งออกขยายตัวสูงส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานการส่งออกในปีก่อนหน้าที่อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากช่วงวันหยุดยาวในเทศกาล Tet (เทศกาลปีใหม่ของเวียดนาม) ในปี 2563 ตรงกับช่วงเดือน ม.ค. ทำให้กิจกรรมการค้าระหว่างประเทศของเวียดนามในช่วงเวลาดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ในปี 2564 เทศกาล Tet ตรงกับช่วงเดือน ก.พ. การส่งออกไปสหรัฐฯ ในเดือน ม.ค. 2564 ขยายตัวถึง 7% แม้สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีเวียดนามในฐานะประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน โดยสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของเวียดนาม FDI ที่หลั่งไหลเข้าเวียดนามเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญของภาคส่งออกเวียดนาม โดยปัจจุบันการส่งออกจากบริษัทต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนราว 3 ใน 4 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดของเวียดนาม โอกาสของผู้ประกอบการไทย : ในด้านการค้าเป็นโอกาสในการป้อนสินค้าที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตเดียวกันกับเวียดนามเพื่อรองรับภาคการผลิตสำคัญ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักร รวมถึงวัสดุก่อสร้าง ส่วนในด้านการลงทุนถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการเข้าไปเติมเต็มห่วงโซ่การผลิตของเวียดนามด้วยการลงทุนในธุรกิจสนับสนุน อาทิ ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและเครื่องดื่มของเวียดนาม หรือแม้แต่การลงทุนตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าอาหารซึ่งเป็นธุรกิจที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพเพื่อใช้ประโยชน์จากการที่เวียดนามมีผลผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย หมายเหตุ : ปัจจุบันเวียดนามเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 4 ของไทย ขณะที่ไทยเป็นนักลงทุนรายใหญ่อันดับ 9 ในเวียดนาม มีโครงการลงทุนทั้งสิ้น 605 โครงการ ด้วยมูลค่าเงินทุนจดทะเบียนรวม 12.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในเดือน ม.ค. 2564 การลงทุนของไทยในเวียดนามมี 1 โครงการใหม่ ด้วยเงินทุนจดทะเบียน 6.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

08.03.2021

ภายใต้สถานการณ์ที่แข่งขันกันอย่างรุนแรงในปัจจุบัน ผู้ประกอบการต่างทราบดีว่าการรู้จัก รู้ใจ และรู้กลวิธีเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างตรงใจ คือ อาวุธที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งเป็นสินค้าแฟชั่นราคาสูง การตัดสินใจเลือกซื้ออัญมณีและเครื่องประดับแต่ละชิ้นจึงขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ซื้อเป็นสำคัญ ซึ่งปัจจุบันนักการตลาดมักแบ่งกลุ่มผู้บริโภคเป็น 4 กลุ่มใหญ่ คือ Gen Z, Gen Y, Gen X และ Baby Boom ซึ่งแต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้า รวมถึงอัญมณีและเครื่องประดับ แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้บริโภคที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ  กลุ่มมิลเลนเนียล (Millennials) หรือกลุ่ม Gen Y ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 2524-2539 หรืออยู่ในช่วงอายุ 24-39 ปี เพราะนอกจากเป็นกลุ่มที่มีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับ 2 รองจากกลุ่ม Gen Z แล้ว กลุ่มมิลเลนเนียลส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยทำงานซึ่งเป็นวัยที่มีกำลังซื้อสูง (ต่างจากกลุ่ม Gen Z ซึ่งยังอยู่ในวัยเด็กและวัยรุ่นจึงยังไม่มีรายได้) และมีกิจกรรมหลากหลาย จึงมีโอกาสใช้เครื่องประดับบ่อยครั้งและหลากหลายกว่าวัยอื่นๆ ทั้งเพื่อสวมใส่ไปทำงาน ร่วมงานปาร์ตี้ และสะสมเป็นสินทรัพย์ นอกจากนี้ ผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียลยังเป็นกลุ่มที่ยินดีใช้จ่ายเงินซื้อประสบการณ์และความสุขในปัจจุบันมากกว่าการเก็บออมเพื่ออนาคตอย่างกลุ่ม Gen X และ Baby Boomer ขณะที่กลุ่ม Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด เป็นกลุ่มที่เติบโตในช่วงที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากปัญหาสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจตกต่ำ จึงเป็นกลุ่มที่มีความกังวลเกี่ยวกับอนาคต และอาจมีพฤติกรรมอดออมมากกว่ากลุ่มมิลเลนเนียล (อ่านรายละเอียดในเอกสารแนบ)

19.02.2021
link อื่นๆ
  • Relate Preview
  • Relate Preview
Financial Products