ประเทศเป้าหมาย

ข่าวเศรษฐกิจประเทศเป้าหมาย

สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเปิดเผยว่า รัฐบาลอินเดียมีนโยบายจำหน่ายข้าวราคาถูกให้ผู้บริโภคภายในประเทศ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังต้องจับตาว่าข้าวที่รัฐบาลจำหน่ายให้แก่ประชาชนในราคาถูกนั้นจะถูกนำมาหมุนเวียนจำหน่ายให้แก่ผู้ส่งออก ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออกอินเดียได้ข้าวที่มีต้นทุนถูกมาส่งออกหรือไม่ ทั้งนี้ สมาคมฯ มองว่าราคาข้าวไทยอาจสูงกว่าคู่แข่งได้ถึงตันละ 120-130 ดอลลาร์สหรัฐ จากปัญหาภัยแล้งที่ต่อเนื่องมา 2-3 ปี ขณะที่คาดการณ์ผลผลิตข้าวของคู่แข่ง ทั้งจีน อินเดีย ปากีสถาน และเวียดนาม ไม่ได้ลดลง จึงเป็นความท้าทายอย่างมากในการส่งออกข้าวไทยให้ได้ 6 ล้านตันตามเป้าที่ตั้งไว้ ล่าสุด ในช่วง 2 เดือนแรกปี 2564 ไทยส่งออกข้าวได้ 8.29 แสนตัน ลดลง 12.6% (y-o-y) (ประชาชาติธุรกิจ, 12-14 เม.ย. 2564)

12.04.2021

บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) หรือ SABINA ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชุดชั้นในแบรนด์ "ซาบีน่า" เปิดเผยว่าผลกระทบของ COVID-19 ทำให้บริษัทฯ มีแผนปรับลดสัดส่วนการส่งออกในระยะยาวเหลือเพียง 9-10% แต่บริษัทฯ จะยังคงรักษาตลาดในกัมพูชาและเวียดนาม ขณะเดียวกันบริษัทฯ จะปรับกลยุทธ์เป็นการนำเข้าสินค้าเพื่อจำหน่ายมากขึ้น เนื่องจากเป็นการลดต้นทุนทั้งด้านแรงงานและค่าเงิน รวมถึงสามารถใช้สิทธิพิเศษทางภาษี ทั้งนี้ สำหรับปี 2564 บริษัทฯ คาดว่ายอดจำหน่ายจะขยายตัว 10-15% จากมาตรการของภาครัฐที่ทำให้ยอดจำหน่ายในประเทศเริ่มฟื้นตัว (ประชาชาติธุรกิจ, 5-7 เม.ย. 2564)

07.04.2021

กรมธุรกิจพลังงานรายงานภาพรวมการกลั่นน้ำมันเจ็ต A-1 ในปี 2563 ว่ามีปริมาณ 3,260 ล้านลิตร หรือลดลง 57.2% จากปี 2562 ที่มีการผลิต 7,616 ล้านลิตร เนื่องจาก COVID-19 ส่งผลให้สายการบินต้องหยุดทำการบินไปจนถึงปิดกิจการ ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันอากาศยาน (น้ำมันเจ็ต) ซึ่งถือเป็นน้ำมันคุณภาพสูงและมีราคาแพง ลดลง 80-90% จนผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันต้องลดหรือเลิกกลั่นน้ำมันเจ็ต แล้วหันไปกลั่นน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นแทน ขณะเดียวกันก็พบว่าการส่งออกน้ำมันดีเซลพื้นฐาน (50 PPM) ในปี 2563 มีปริมาณถึง 3,617.2 ล้านลิตร หรือเพิ่มขึ้น 1,693.2 ล้านลิตรจากปี 2562 และถือเป็นยอดส่งออกสูงสุดเกือบ 30 ปีนับตั้งแต่ปี 2535 โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งออกไปเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดที่มูลค่าส่งออกน้ำมันดีเซลขยายตัวถึง  105.79% ในปี 2563 และ 132.96% ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2564 สวนทางกับภาพรวมตลาดที่ยังติดลบ ทั้งนี้ สำหรับการเปิดประเทศในวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันเห็นว่าน่าจะเป็นผลดีต่อความต้องการน้ำมันเจ็ต แต่ยังต้องรอดูสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ในช่วงดังกล่าวอีกครั้ง และมีผู้ประกอบการบางรายคาดว่าโรงกลั่นน้ำมันน่าจะกลับมาผลิตตามปกติได้ 100% ในปี 2565 (www.prachachat.net, 5 เม.ย. 2564)

12.04.2021

Hot Issue ประเทศเป้าหมาย

สถานการณ์สำคัญ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping Duty : AD) ขั้นต้นเป็นการชั่วคราวสำหรับยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็ก (Light Truck) จากไทยในอัตรา 13.25-22.21% และจากอีก 3 แหล่งนำเข้า ได้แก่ เวียดนาม ในอัตรา 0-22.27% เกาหลีใต้ 14.24-38.07% และไต้หวัน 52.42-98.44% ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2564 เป็นต้นไป ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ มีกำหนดประกาศผลการไต่สวน AD ขั้นสุดท้ายสำหรับสินค้าดังกล่าวภายในวันที่ 13 พฤษภาคม 2564 การส่งออกยางล้อของไทย ยางล้อเป็นสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด (สัดส่วน 44%) ในหมวดผลิตภัณฑ์ยางส่งออกของไทยไปตลาดโลก สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกยางล้ออันดับ 1 ของไทย โดยมีสัดส่วนสูงถึงเกือบ 50% ของมูลค่าส่งออกยางล้อทั้งหมดของไทย มูลค่าส่งออกยางล้อจากไทยไปสหรัฐฯ ขยายตัวต่อเนื่องมาตลอด 6 ปี (ปี 2558-2563) หมายเหตุ : โดยปกติแล้วการไต่สวน AD ของสหรัฐฯ ในครั้งแรกของแต่ละสินค้าจะมีการประกาศผล AD ขั้นต้น และเรียกเก็บ AD ในอัตราดังกล่าวเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีการประกาศผล AD ขั้นสุดท้าย จึงจะใช้อัตรา AD ที่ประกาศในขั้นสุดท้ายเป็นอัตราที่เรียกเก็บจริง หากอัตรา AD ขั้นสุดท้ายสูงหรือต่ำกว่า AD ขั้นต้นที่เรียกเก็บไว้ จะมีการคืนเงินหรือเรียกเก็บส่วนต่างเพิ่ม ---- อากร AD ขั้นต้นที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากแหล่งนำเข้าต่างๆ ข้อคิดเห็นจากฝ่ายวิจัยธุรกิจ ฝ่ายวิจัยธุรกิจประเมินว่าการที่สหรัฐฯ เรียกเก็บ AD ยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็กจากไทย (ราว 70% ของมูลค่าส่งออกยางล้อทั้งหมดของไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2562) จะส่งผลให้การส่งออกยางล้อจากไทยไปสหรัฐฯ ในช่วงต่อจากนี้ไม่สดใสเหมือนเช่นในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา โดยมีความเสี่ยงที่จะเสียส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯ ให้แก่เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เนื่องจาก ผู้ส่งออกรายใหญ่ในเวียดนามหลายรายถูกเก็บ AD ในอัตราต่ำกว่าไทยมาก อาทิ Sailun และ Kumho ถูกเก็บ AD ในอัตรา 0% ซึ่งแม้รวมกับอากรตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty : CVD) ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากเวียดนามในอัตรา 23-10.08% ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 แล้ว ก็ยังต่ำกว่าที่ผู้ส่งออกในไทยถูกเรียกเก็บในอัตรา 13.25-22.21% อยู่มาก ทั้งนี้ ปัจจุบันเวียดนามมี 9 บริษัทที่สหรัฐฯ เรียกเก็บ AD และ CVD ในอัตรารวมต่ำกว่าที่ไทยถูกเก็บ AD ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่ 9 บริษัทดังกล่าวจะเพิ่มกำลังการผลิตในเวียดนามมากขึ้น (บางบริษัทที่มีฐานการผลิตทั้งในไทยและเวียดนามอาจใช้วิธีลดกำลังการผลิตในไทยและเพิ่มการผลิตในเวียดนามแทน) ขณะที่การลงทุนของบริษัทผู้ผลิตยางล้อรายใหม่ในเวียดนามอาจดูท่าทีเพื่อประเมินสถานการณ์ก่อน เนื่องจากสินค้าที่ผลิตและส่งออกไปสหรัฐฯ จะถูกเก็บ AD รวม CVD ในอัตราสูงถึง 28.94% อย่างไรก็ตาม ด้วยปัจจัยที่เอื้อต่อการลงทุนในเวียดนาม ทั้งจากการเป็นผู้ผลิตยางพารา ซึ่งเป็นวัตถุดิบผลิตยางล้อ อันดับ 3 ของโลกการมี FTA กับประเทศต่างๆ ซึ่งทำให้เวียดนามมีความได้เปรียบในการขยายตลาดในวงกว้างนอกเหนือไปจากตลาดสหรัฐฯ อาทิ EU ประกอบกับตลาดยางล้อในเวียดนามมีแนวโน้มขยายตัวตามเศรษฐกิจเวียดนามที่มีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงรัฐบาลเวียดนามยังให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่ผู้ประกอบการที่เข้าไปลงทุนเพื่อดึงดูดการลงทุน จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการลงทุนยางล้อในเวียดนามเพิ่มในระยะต่อจากนี้ โดยเฉพาะจากเกาหลีใต้ และไต้หวัน ที่ถูกเรียกเก็บ AD ในอัตราสูง ราคานำเข้ายางล้อรถบรรทุกขนาดเล็กของไทยหลังรวม AD สูงกว่าราคายางล้อจากคู่แข่ง ทั้งแคนาดา อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ จึงอาจส่งผลให้ผู้นำเข้าในสหรัฐฯ หันไปนำเข้าจากประเทศคู่แข่งมากขึ้น เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ไทยมีความเสี่ยงที่จะเผชิญการแข่งด้านราคาที่รุนแรงขึ้นจากคู่แข่ง โดยเฉพาะเวียดนาม แต่ในระยะสั้นคาดว่าไทยจะยังคงรักษาตำแหน่งแหล่งนำเข้ายางล้ออันดับต้นๆ ในตลาดสหรัฐฯ ได้ เนื่องจากคู่แข่งสำคัญของไทยอย่างเกาหลีใต้ (มีส่วนแบ่งตลาดยางล้อที่ถูกเก็บ ADในรอบนี้เป็นอันดับ 2 รองจากไทยด้วยสัดส่วน 12%) ถูกเรียกเก็บ AD ในอัตราสูงกว่าไทย เช่นเดียวกับไต้หวันที่ถูกเก็บ AD ในอัตราสูงกว่าไทยมาก ขณะที่เวียดนามยังมีส่วนแบ่งตลาดยางรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็กในตลาดสหรัฐฯ เพียง 5% น้อยกว่าไทยซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดถึง 20% ประกอบกับราคานำเข้ายางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ (สัดส่วนถึง 51% ของมูลค่าส่งออกยางล้อทั้งหมดของไทยไปสหรัฐฯ) เมื่อรวมกับอัตรา AD แล้วยังต่ำกว่าหลายประเทศ อาทิ เกาหลีใต้ เม็กซิโก แคนาดา และไต้หวัน ขณะที่ยางล้อไทยแม้มีราคาสูงกว่ายางล้อของอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ แต่ส่วนต่างราคายังอยู่ในระดับที่ไทยพอจะแข่งขันได้ สำหรับการประกาศผล AD ขั้นสุดท้ายกำหนดไว้ในเดือนพฤษภาคม 2564 หากผลการไต่สวน AD ขั้นสุดท้าย ทำให้ไทยถูกเรียกเก็บ ADในอัตราแย่กว่าเดิมเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ก็จะเปิดโอกาสให้หลายประเทศ อาทิ เวียดนาม และอินโดนีเซีย เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ผู้ส่งออกไทยเผชิญปัญหาเงินบาทแข็งค่า  แต่หากไทยถูกเรียกเก็บ AD ในอัตราที่ดีกว่าอัตราขั้นต้น ก็จะช่วยประคับประคองให้ไทยมีโอกาสรักษาส่วนแบ่งตลาดยางล้ออันดับ 1 ในสหรัฐฯ ไว้ได้ แต่ในระยะยาวการแข่งขันมีแนวโน้มทวีความรุนแรง เนื่องจากคู่แข่งของไทย ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม หรืออินโดนีเซีย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตยางพาราสำคัญของโลก ต่างสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในประเทศมากขึ้น ดังนั้น การที่ผู้ส่งออกยางล้อของไทยจะรักษาส่วนแบ่งตลาดของตนไว้ได้ จึงต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพการผลิตและคุณภาพของสินค้ามากกว่าการมุ่งเน้นแข่งขันด้านราคา ซึ่งท้ายที่สุดแล้วอาจนำมาสู่การถูกเรียกเก็บ AD ในอัตราที่สูงขึ้นอีกในอนาคต

29.01.2021

ประเด็นสำคัญ ปี 2562 เป็นปีแห่งการประท้วงทั่วโลก หลังจากประชาชนในหลายประเทศออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาล นับเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักที่การชุมนุมประท้วงเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก การประท้วงที่เกิดขึ้นครอบคลุมเกือบทุกภูมิภาคตั้งแต่เอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา ยุโรป และลาตินอเมริกา นับเป็นการสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลทั่วโลก โดยชนวนการประท้วงในหลายประเทศส่วนใหญ่มีความคล้ายคลึงกันใน 3 ประเด็น คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาทางการเมือง/ปัญหาคอร์รัปชัน และการต่อต้านกฎหมาย/การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศที่เกิดการประท้วงจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการประท้วงไปจนถึงการขยายวงกว้างและความรุนแรงของการประท้วงเป็นสำคัญ โดยมีบางประเทศที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ฮ่องกง อินเดีย และฝรั่งเศส การประท้วงส่วนใหญ่ไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่อาจส่งผลกระทบต่อการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศของธุรกิจส่งออกในบางประเทศ ปี 2562 ที่กำลังจะผ่านไปถือเป็นปีที่โลกตกอยู่ในความวุ่นวายหลังจากประชาชนในหลายประเทศออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลในประเด็นที่แตกต่างกันไป นับเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักที่การชุมนุมประท้วงเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งคล้ายคลึงกับการเกิดการปฏิวัติอาหรับ หรือ Arab Spring ในภูมิภาคตะวันออกกลางช่วงปี 2553-2554 แต่คลื่นการประท้วงรอบนี้เกิดขึ้นในขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่กว้างกว่า ครอบคลุมเกือบทุกภูมิภาคตั้งแต่เอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา ยุโรป และลาตินอเมริกา ถือเป็นการสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลทั่วโลกและเป็นความเสี่ยงระลอกใหม่ที่เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง   ปักหมุดพื้นที่ประท้วงทั่วโลก   สาเหตุของการประท้วงในหลายประเทศ แม้ว่าสาเหตุและเป้าหมายที่ประชาชนในแต่ละประเทศออกมาชุมนุมประท้วงจะแตกต่างกัน แต่ประเด็นปัญหาส่วนใหญ่มีความคล้ายคลึงกันใน 3 ประเด็น ดังนี้ ปัญหาเศรษฐกิจ การชุมนุมประท้วงในหลายประเทศเริ่มขึ้นจากความไม่พอใจของประชาชนต่อปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะกรณีที่ค่าครองชีพในประเทศปรับสูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การปรับขึ้นค่าโดยสารรถประจำทางและรถไฟใต้ดินในชิลี การเก็บภาษีคนใช้แอปพลิเคชัน WhatsApp ในเลบานอน และการปรับขึ้นราคาน้ำมันในอิหร่านและเอกวาดอร์ รวมถึงการประท้วงเพื่อร้องเรียนปัญหาค่าครองชีพและความเหลื่อมล้ำในโคลอมเบียและโบลิเวีย ซึ่งการชุมนุมในประเทศเหล่านี้ได้ลุกลามจนจุดติดเป็นประเด็นเรียกร้องทางการเมืองที่ยากจะควบคุม ปัญหาทางการเมือง/ปัญหาคอร์รัปชัน ในหลายประเทศมีการชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ผู้นำประเทศลาออกจากตำแหน่ง เช่น กรณีการสืบทอดอำนาจเป็นเวลานานถึง 20 ปีของประธานาธิบดีในแอลจีเรีย กรณีการทุจริตและคอร์รัปชันของภาครัฐในสาธารณรัฐเช็กและอิรัก ซึ่งการประท้วงในประเทศเหล่านี้ได้ลุกลามบานปลายจนเป็นเหตุรุนแรงและทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก การต่อต้านกฎหมาย/การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ได้แก่ การประท้วงต่อต้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนในฮ่องกง ซึ่งลุกลามและทวีความรุนแรงจนกลายเป็นการประท้วงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและกดดันให้ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงลาออกจากตำแหน่ง การประท้วงต่อต้านกฎหมายปราบปรามทุจริตในอินโดนีเซีย ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีการลดอำนาจของหน่วยงานตรวจสอบการทุจริตของอินโดนีเซีย การประท้วงต่อต้านแผนการปฏิรูประบบบำเหน็จบำนาญในฝรั่งเศส ซึ่งทำให้ระบบขนส่งมวลชนในกรุงปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศส เป็นอัมพาตอยู่ในขณะนี้ และล่าสุดการประท้วงต่อต้านกฎหมายสัญชาติพลเมืองฉบับใหม่ในอินเดีย ที่ยอมให้สัญชาติอินเดียแก่ผู้อพยพจากประเทศเพื่อนบ้าน 3 ประเทศ คือ ปากีสถาน บังกลาเทศ และอัฟกานิสถาน แต่เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้อนุญาตให้เฉพาะผู้อพยพที่นับถือศาสนาฮินดู ซิกข์ พุทธ เชน ปาร์ซี และคริสต์เท่านั้น โดยยกเว้นผู้นับถือศาสนาอิสลาม ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าไม่เป็นธรรมกับชาวมุสลิมในอินเดีย รวมถึงเป็นการเลือกปฏิบัติต่อชาวมุสลิมที่มาจาก 3 ประเทศดังกล่าว จึงเกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาล   ความคิดเห็นของฝ่ายวิจัยธุรกิจ ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศที่เกิดการประท้วง ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการประท้วงไปจนถึงการขยายวงกว้างและความรุนแรงของการประท้วงเป็นสำคัญ ซึ่งปัจจุบันการประท้วงในหลายประเทศยังอยู่ในวงจำกัดและยังไม่มีทีท่าว่าจะยืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม มีบางประเทศที่ต้องจับตามอง เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและการประท้วงอาจบั่นทอนภาวะเศรษฐกิจของประเทศดังกล่าว ได้แก่ การชุมนุมประท้วงในฮ่องกง ซึ่งยืดเยื้อยาวนานกว่า 6 เดือน ส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายในประเทศ การค้า การลงทุน รวมถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและภาคการเงิน ซึ่งถือเป็นรายได้หลักที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจฮ่องกง ทำให้ล่าสุดเศรษฐกิจฮ่องกงได้เข้าสู่ภาวะถดถอยเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี สะท้อนได้จากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ปี 2562 ที่หดตัว 2% นับเป็นการหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส หลังจากไตรมาส 2 หดตัว 0.5% ขณะที่ทางการฮ่องกงคาดการณ์เศรษฐกิจทั้งปี 2562 จะหดตัว 1.3% การประท้วงในอินเดีย ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และดูเหมือนว่าสถานการณ์จะรุนแรงและขยายวงกว้างไปในหลายพื้นที่ของประเทศ ทำให้ต้องติดตามดูว่าการประท้วงจะยืดเยื้อและบั่นทอนเศรษฐกิจอินเดียมากน้อยเพียงใด เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจอินเดียชะลอความร้อนแรงลงมาก โดยเฉพาะหากเทียบกับปี 2559 ที่เศรษฐกิจอินเดียขยายตัวสูงกว่า 8% แต่ล่าสุดในไตรมาส 3 ปี 2562 เศรษฐกิจอินเดียขยายตัวเพียง 6% ต่ำสุดในรอบ 6 ปี และเป็นการชะลอตัวติดต่อกัน 6 ไตรมาส ซึ่งเป็นผลจากการบริโภคในประเทศที่ลดลงไปจนถึงการชะลอตัวของภาคการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมรถยนต์ ดังนั้น หากการประท้วงยืดเยื้อก็จะยิ่งบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียในระยะข้างหน้า การประท้วงในฝรั่งเศส ฝรั่งเศสเผชิญการประท้วงมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดการประท้วงของกลุ่มเสื้อกั๊กสีเหลืองที่เริ่มขึ้นเมื่อช่วงปลายปี 2561 ซึ่งในเวลานั้นการประท้วงได้ส่งผลกระทบราว 1% ของ GDP ฝรั่งเศสไตรมาส 4 ปี 2561 ล่าสุดสหภาพแรงงานหลายแห่งมีการนัดหยุดงานประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศสในรอบหลายปี ส่งผลให้ระบบขนส่งมวลชนในประเทศหยุดให้บริการเกือบทั้งหมดในบางพื้นที่ ส่งผลกระทบในด้านลบต่อธุรกิจท่องเที่ยว รวมถึงภาคธุรกิจอื่นๆ โดยเฉพาะะธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม นับเป็นปัจจัยบั่นทอนสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจฝรั่งเศส ผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ยังไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยในกรณีของฮ่องกงที่การประท้วงยืดเยื้อ แม้การส่งออกของไทยไปฮ่องกงในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2562 หดตัวราว 6% แต่การหดตัวดังกล่าวเป็นผลจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเป็นหลัก เนื่องจากสินค้าไทยที่ส่งออกไปฮ่องกงราว 60% จะส่งต่อไปยังตลาดจีน อย่างไรก็ตาม ในด้านการดำเนินธุรกิจส่งออก การชุมนุมประท้วงเป็นประเด็นความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการควรติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ เนื่องจากการประท้วงในบางประเทศอาจส่งผลกระทบต่อการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ เช่น กรณีของเลบานอน ซึ่งการประท้วงทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องหยุดทำการ ทำให้ผู้ประกอบการที่ส่งสินค้าไปเลบานอนในช่วงเวลานั้นต้องประสบปัญหาการจ่ายเงินล่าช้า รวมถึงกรณีของฝรั่งเศสที่การประท้วงทำให้การคมนาคมในประเทศต้องหยุดชะงักลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

27.12.2019

สถานการณ์สำคัญยอดจำหน่ายรถยนต์ในอินเดียเดือนสิงหาคม 2562 ลดลง 33% (y-o-y) เหลือราว 2.5 แสนคัน โดยรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมียอดจำหน่ายลดลง 32% (y-o-y) และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ลดลง 39% (y-o-y) นับเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 จนกระทบผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในอินเดีย อาทิ Tata Motor ตัดสินใจปิดโรงงานผลิตรถยนต์ 4 แห่ง Mahindra & Mahindra ประกาศให้โรงงานทุกแห่งหยุดผลิตเป็นเวลา 5-13 วันต่อเดือนในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2562 Honda Car India หยุดผลิตรถยนต์บางรุ่นในโรงงานที่ตั้งอยู่ในรัฐราชสถาน สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2562 อุตสาหกรรมรถยนต์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องในอินเดียเลิกจ้างพนักงานไปแล้ว 350,000 ตำแหน่ง และคาดว่าในช่วงที่เหลือของปี 2562 จะลดจำนวนพนักงานลงอีก หากตลาดรถยนต์อินเดียยังไม่มีแนวโน้มกระเตื้องขึ้น  ข้อคิดเห็นจากฝ่ายวิจัยธุรกิจฝ่ายวิจัยธุรกิจประเมินสาเหตุที่ทำให้ยอดจำหน่ายรถยนต์ในอินเดียลดลงและวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนของไทย สรุปได้ดังนี้1) อินเดียเตรียมใช้มาตรฐานที่เข้มงวดขึ้นในการควบคุมการปล่อยมลพิษของเครื่องยนต์ในรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถสามล้อจาก Bharat Stage IV (BS4) เป็น Bharat Stage VI (BS6) ซึ่งจะบังคับใช้ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 ส่งผลให้รถยนต์มาตรฐานเดิม (BS4) ถูกห้ามจำหน่ายและจดทะเบียน มาตรการดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ในอินเดียชะลอการผลิตรถยนต์ เพื่อเร่งระบายรถยนต์รุ่นเก่า (BS4) ในสต็อก ขณะที่ผู้ที่กำลังจะซื้อรถยนต์ก็เลื่อนเวลาออกไป เพื่อรอซื้อรถยนต์ใหม่ที่ผ่านมาตรฐาน BS62) สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ เพราะกังวลว่าเศรษฐกิจอินเดียที่ชะลอการขยายตัว จะกระทบต่อความสามารถในการชำระคืนเงินกู้ ล่าสุด EIU ประเมินอัตราขยายตัวของเศรษฐกิจอินเดียในช่วงไตรมาส 2 ปี 2562 ไว้ที่ 5% ต่ำกว่าในช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่ขยายตัว 7.9% ซึ่งนับเป็นการชะลอตัวลง 4 ไตรมาสติดต่อกัน ปัจจัยบั่นทอนดังกล่าวส่งผลให้ผู้ใช้รถยนต์ชาวอินเดียที่กำลังจะซื้อรถยนต์ใหม่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากขึ้น มีการประมาณการกันว่าในช่วงเดือนสิงหาคม 2562 การเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารส่งผลให้จำนวนผู้ได้รับอนุมัติสินเชื่อลดลงถึง 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าสำหรับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ฝ่ายวิจัยธุรกิจประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะกระทบการส่งออกในหมวดยานพาหนะ อุปกรณ์ และส่วนประกอบของไทยไม่มากนัก เนื่องจากไทยส่งออกสินค้าหมวดดังกล่าวไปอินเดียเพียง 2% ของมูลค่าส่งออกยานพาหนะฯ ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การส่งออกยานพาหนะฯ ไปอินเดียที่ลดลงกว่า 10% (y-o-y) ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2562 เป็นต้นมา อาจซ้ำเติมสถานการณ์ส่งออกยานยนต์ไทยที่ค่อนข้างซบเซาอยู่แล้วในปัจจุบันให้แย่ลงกว่าเดิม โดยผู้ส่งออกที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบเป็นอันดับต้นๆ คือ ผู้ส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ (รวมเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบมีลูกสูบ) ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 83% ของมูลค่าส่งออกยานพาหนะฯ ทั้งหมดของไทยไปอินเดีย สำหรับในระยะยาว คาดว่าตลาดรถยนต์อินเดียมีโอกาสกลับมาฟื้นตัว เพราะคาดว่าหลังผู้ผลิตรถยนต์ในอินเดียปรับสายการผลิตและเริ่มผลิตรถยนต์มาตรฐาน BS6 ออกสู่ตลาดแล้ว จะจัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นตลาดรถยนต์ ซึ่งจะมีส่วนช่วยเร่งให้ผู้ใช้รถยนต์ตัดสินใจซื้อรถยนต์ใหม่ และส่งผลให้ยอดจำหน่ายรถยนต์โดยรวมของอินเดียกระเตื้องขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจอินเดีย เนื่องจากหากเศรษฐกิจยังชะลอตัวต่อเนื่องอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภคอินเดียให้ซบเซาลง และส่งผลต่อเนื่องมาถึงการส่งออกยานพาหนะฯ ของไทยไปอินเดียได้ เกร็ดน่ารู้- อินเดียเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก มียอดผลิตราว 5.2 ล้านคัน ในปี 2561- อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการครอบครองรถยนต์ต่ำที่สุดในโลกเพียง 22 คันต่อประชากร 1,000 คน ซึ่งเมื่อเทียบกับศักยภาพของประเทศที่มีประชากรอันดับ 2 ของโลก และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพตลาดรถยนต์อินเดียที่มีแนวโน้มขยายตัวได้อีก- ตลาดรถยนต์อินเดียราว 59% เป็นของบริษัทญี่ปุ่น อาทิ Maruti Suzuki (50%) Honda Car India (5%) และ Toyota Kirloskar (4%)- อินเดียนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์จากไทยสูงเป็นอันดับ 5 (ราว 7% ของมูลค่านำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ทั้งหมดของอินเดีย) ชิ้นส่วนฯ นำเข้าสำคัญ อาทิ ระบบเกียร์  

06.10.2019

บทความเกี่ยวกับประเทศเป้าหมาย

ประเด็นเด่นในแต่ละประเทศ สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศของเวียดนามเดือน ม.ค. 2564 การค้าระหว่างประเทศของเวียดนามขยายตัวอย่างร้อนแรงตั้งแต่เริ่มต้นปี 2564 ท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19 ทั่วโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 64 ขยายตัวถึง 55.1% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่านำเข้าขยายตัว 41.3% ทั้งนี้ การส่งออกและการนำเข้าของเวียดนามที่ขยายตัวอย่างโดดเด่นมีข้อสังเกตที่น่าสนใจ ดังนี้ มูลค่าส่งออกขยายตัวสูงส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานการส่งออกในปีก่อนหน้าที่อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากช่วงวันหยุดยาวในเทศกาล Tet (เทศกาลปีใหม่ของเวียดนาม) ในปี 2563 ตรงกับช่วงเดือน ม.ค. ทำให้กิจกรรมการค้าระหว่างประเทศของเวียดนามในช่วงเวลาดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ในปี 2564 เทศกาล Tet ตรงกับช่วงเดือน ก.พ. การส่งออกไปสหรัฐฯ ในเดือน ม.ค. 2564 ขยายตัวถึง 7% แม้สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีเวียดนามในฐานะประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน โดยสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของเวียดนาม FDI ที่หลั่งไหลเข้าเวียดนามเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญของภาคส่งออกเวียดนาม โดยปัจจุบันการส่งออกจากบริษัทต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนราว 3 ใน 4 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดของเวียดนาม โอกาสของผู้ประกอบการไทย : ในด้านการค้าเป็นโอกาสในการป้อนสินค้าที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตเดียวกันกับเวียดนามเพื่อรองรับภาคการผลิตสำคัญ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักร รวมถึงวัสดุก่อสร้าง ส่วนในด้านการลงทุนถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการเข้าไปเติมเต็มห่วงโซ่การผลิตของเวียดนามด้วยการลงทุนในธุรกิจสนับสนุน อาทิ ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและเครื่องดื่มของเวียดนาม หรือแม้แต่การลงทุนตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าอาหารซึ่งเป็นธุรกิจที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพเพื่อใช้ประโยชน์จากการที่เวียดนามมีผลผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย หมายเหตุ : ปัจจุบันเวียดนามเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 4 ของไทย ขณะที่ไทยเป็นนักลงทุนรายใหญ่อันดับ 9 ในเวียดนาม มีโครงการลงทุนทั้งสิ้น 605 โครงการ ด้วยมูลค่าเงินทุนจดทะเบียนรวม 12.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในเดือน ม.ค. 2564 การลงทุนของไทยในเวียดนามมี 1 โครงการใหม่ ด้วยเงินทุนจดทะเบียน 6.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

08.03.2021

ภายใต้สถานการณ์ที่แข่งขันกันอย่างรุนแรงในปัจจุบัน ผู้ประกอบการต่างทราบดีว่าการรู้จัก รู้ใจ และรู้กลวิธีเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างตรงใจ คือ อาวุธที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งเป็นสินค้าแฟชั่นราคาสูง การตัดสินใจเลือกซื้ออัญมณีและเครื่องประดับแต่ละชิ้นจึงขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ซื้อเป็นสำคัญ ซึ่งปัจจุบันนักการตลาดมักแบ่งกลุ่มผู้บริโภคเป็น 4 กลุ่มใหญ่ คือ Gen Z, Gen Y, Gen X และ Baby Boom ซึ่งแต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้า รวมถึงอัญมณีและเครื่องประดับ แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้บริโภคที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ  กลุ่มมิลเลนเนียล (Millennials) หรือกลุ่ม Gen Y ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 2524-2539 หรืออยู่ในช่วงอายุ 24-39 ปี เพราะนอกจากเป็นกลุ่มที่มีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับ 2 รองจากกลุ่ม Gen Z แล้ว กลุ่มมิลเลนเนียลส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยทำงานซึ่งเป็นวัยที่มีกำลังซื้อสูง (ต่างจากกลุ่ม Gen Z ซึ่งยังอยู่ในวัยเด็กและวัยรุ่นจึงยังไม่มีรายได้) และมีกิจกรรมหลากหลาย จึงมีโอกาสใช้เครื่องประดับบ่อยครั้งและหลากหลายกว่าวัยอื่นๆ ทั้งเพื่อสวมใส่ไปทำงาน ร่วมงานปาร์ตี้ และสะสมเป็นสินทรัพย์ นอกจากนี้ ผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียลยังเป็นกลุ่มที่ยินดีใช้จ่ายเงินซื้อประสบการณ์และความสุขในปัจจุบันมากกว่าการเก็บออมเพื่ออนาคตอย่างกลุ่ม Gen X และ Baby Boomer ขณะที่กลุ่ม Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด เป็นกลุ่มที่เติบโตในช่วงที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากปัญหาสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจตกต่ำ จึงเป็นกลุ่มที่มีความกังวลเกี่ยวกับอนาคต และอาจมีพฤติกรรมอดออมมากกว่ากลุ่มมิลเลนเนียล (อ่านรายละเอียดในเอกสารแนบ)

19.02.2021
link อื่นๆ
  • Relate Preview
  • Relate Preview
Financial Products