ประเทศเป้าหมาย

ข่าวเศรษฐกิจประเทศเป้าหมาย

สมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาพรวมการผลิตสุกรในพื้นที่ภาคใต้ได้หดตัวราว 40% จากระดับปกติที่มีกำลังผลิตปีละ 1.2 ล้านตัว โดยเป็นผลจากการระบาดของโรคเพิร์ส (PRRS) ซึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรงในสุกร ที่ระบาดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ประกอบกับผลกระทบของ COVID-19 ซึ่งทำให้ตลาดในประเทศมีความต้องการบริโภคสุกรลดลง เช่นเดียวกับการส่งออกสุกรไปยังตลาดส่งออกหลักอย่างกัมพูชาและเวียดนามที่ชะลอตัว ทั้งนี้ ล่าสุดราคาสุกรขุนมีชีวิตหน้าฟาร์มในพื้นที่ภาคใต้ได้ปรับลงมาเหลือกิโลกรัมละ 50 บาท เทียบกับต้นทุนการผลิตที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง จากกิโลกรัมละ 57-58 บาท ในช่วงก่อนหน้า เป็นกิโลกรัมละ 67 บาท ในปัจจุบัน ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในพื้นที่ภาคใต้ประสบภาวะขาดทุนมาหลายเดือนแล้ว (ประชาชาติธุรกิจ, 23-26 ก.ย. 2564)

27.09.2021

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยถึงว่า ในช่วงไตรมาส 4/2564 ราคายางพาราในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยราคายางแผ่นดิบอาจปรับขึ้นไปแตะกิโลกรัมละ 60 บาท จากปัจจุบันราคากิโลกรัมละ 50-55 บาท เป็นผลจากการที่ตลาดยางพาราโลกยังอยู่ในภาวะ Supply Short หรือปริมาณสต็อกยางพาราน้อยกว่าปริมาณความต้องการใช้ เนื่องจากผลผลิตยางพาราของอินโดนีเซียและมาเลเซียออกสู่ตลาดน้อย อย่างไรก็ตาม หากผลผลิตของจีนและเวียดนามออกสู่ตลาดมากขึ้น อาจส่งผลให้ราคายางพาราในตลาดโลกปรับขึ้นน้อยกว่าที่คาด (ประชาชาติธุรกิจ, 16-19 ก.ย. 2564)

17.09.2021

กรมศุลกากรของอินเดียประกาศลดภาษีนำเข้า (Basic Custom Duty) หรือภาษี MFN น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) จาก 10% เหลือ 2.5% ขณะเดียวกันก็สั่งเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนภาคการเกษตร (CESS) จากการนำเข้า CPO จาก 17.5% เป็น 20% โดยเมื่อรวมกับเงินอุดหนุนสวัสดิการสังคมที่ผู้นำเข้า CPO จะต้องจ่ายเพิ่ม ทำให้การนำเข้า CPO มีอากรรวม 24.75% ลดลงจากเดิมที่ 30.25% ขณะเดียวกันก็ประกาศลดภาษีนำเข้าน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ (Refined Palm Oil : RPO) จาก 37.5% เหลือ 32.5% ส่งผลให้เมื่อรวมกับการเก็บเงินอุดหนุนอื่นๆ จะมีอากรรวม 35.75% ลดลงจากเดิมที่ 41.25% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2564 ทั้งนี้ การปรับลดภาษีนำเข้าดังกล่าวเป็นหนึ่งในความพยายามของรัฐบาลอินเดียที่จะชะลอการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันพืช รวมถึงราคาสินค้าอาหารอื่นๆ ในอินเดีย (www.cbic.gov.in, 10 ก.ย. 2564, www.ryt9.com, 11 ก.ย. 2564 และ www.republicworld.com, 12 ก.ย. 2564)

14.09.2021

Hot Issue ประเทศเป้าหมาย

ประเด็นสำคัญ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกยางล้ออันดับ 1 ของไทย (สัดส่วนเกือบ 50%) ประกาศผลการไต่สวน AD ขั้นสุดท้าย สำหรับยางล้อนำเข้าจากไทย (14.62 - 21.09%) เวียดนาม (0-22.27%) เกาหลีใต้ (14.72-27.05%) และไต้หวัน (20.04-101.84%) พร้อมกันนี้ สหรัฐฯ ยังคงเรียกเก็บ CVD กับยางล้อนำเข้าจากเวียดนามในอัตรา 6.23-7.89% เพื่อตอบโต้การบิดเบือนค่าเงินด่อง ในปี 2564 คาดว่ามูลค่าส่งออกยางล้อของไทยไปสหรัฐฯ จะยังไม่ได้รับผลกระทบจากการเรียกเก็บ AD เนื่องจากตลาดรถยนต์สหรัฐฯ มีแนวโน้มฟื้นตัวดีจากฐานที่ต่ำมากในปี 2563 ในระยะถัดไป หากสหรัฐฯ ยังคงใช้มาตรการ AD ไทยมีแนวโน้มจะเสียส่วนแบ่งตลาดยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็กในสหรัฐฯ บางส่วนให้แก่แคนาดา อินโดนีเซีย และเวียดนาม จากความสามารถในการแข่งขันด้านราคาที่ลดลง รวมถึงจะเผชิญคู่แข่งสำคัญรายใหม่ในตลาดยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคล จากการปรับกลยุทธ์การลงทุนของบริษัทยางล้อขนาดใหญ่เพื่อลดผลกระทบของ AD หมายเหตุ : Anti-dumping Duty (AD)  = มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด  และ Countervailing Duty (CVD) = มาตรการตอบโต้การอุดหนุน -------------------------------------------------------------------------------------- สหรัฐฯ ประกาศเรียกเก็บ AD ขั้นสุดท้ายกับยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็ก (Light Truck) ที่นำเข้าจากไทย เวียดนาม เกาหลีใต้ และไต้หวัน ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป โดยอัตรา AD ขั้นสุดท้ายนี้จะมีผลบังคับใช้ไปจนกว่าจะทบทวนอัตรา AD ครั้งต่อไป หรืออาจยกเลิกการจัดเก็บหากคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (USITC) พิจารณาแล้วไม่พบการทุ่มตลาด ซึ่งจะประกาศผลพิจารณาในเดือนกรกฎาคม 2564 ทั้งนี้ ผู้ผลิตยางล้อเกือบทั้งหมดในประเทศไทยถูกเรียกเก็บ AD ในอัตรา 17.08% ยกเว้น บจก.ซูมิโตโม รับเบอร์ (ไทยแลนด์) และ บจก.แอลแอลไอที (ประเทศไทย) ที่ถูกเก็บในอัตรา 14.62% และ 21.09% ตามลำดับ ยางล้อจากเวียดนามเป็นประเทศเดียวที่สหรัฐฯ เรียกเก็บ CVD โดยให้เหตุผลว่าธนาคารกลางของเวียดนามแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้เงินด่องอ่อนค่าเกินจริง ซึ่งมีผลให้เวียดนามได้เปรียบผู้ผลิตสหรัฐฯ ในการแข่งขันด้านราคา อย่างไรก็ตาม แม้เวียดนามถูกเรียกเก็บ CVD แต่เมื่อรวมกับ AD แล้ว ผู้ผลิตยางรายใหญ่ในเวียดนามอย่าง Sailun, Kumho, Bridgestone และ Yokohama (สัดส่วนรวมกว่า 90% ของการส่งออกยางล้อทั้งหมดของเวียดนาม) กลับถูกเรียกเก็บ AD และ CVD รวมกันเพียง 6.23-7.89% ซึ่งต่ำกว่า AD ของผู้ผลิตทุกรายที่อยู่ในไทย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่ดังกล่าวถูกเรียกเก็บ AD ที่ 0% ขณะที่สหรัฐฯ เรียกเก็บ AD จากผู้ผลิตรายกลางและรายเล็กในอัตรา 22.27% ยางล้อของเวียดนามจึงมีแต้มต่อในการแข่งขันกับคู่แข่งทั้งสามดังกล่าว  และยังเป็นปัจจัยกระตุ้นให้มีการขยายกำลังการผลิตในเวียดนามเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ผลกระทบต่อการส่งออกของไทย มิติขอบเขตของผลกระทบ : ค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากไทยส่งออกยางล้อไปสหรัฐฯ 2,711.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2563 หรือ 7.9% ของมูลค่าส่งออกสินค้าทั้งหมดของไทยไปสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกยางล้ออันดับ 1 ของไทยด้วยสัดส่วนราว 50% และเกือบครึ่งหนึ่งของยางล้อที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็กซึ่งถูกเรียกเก็บ AD มิติด้านเวลา : ในระยะสั้น ผลกระทบจากการที่สหรัฐฯ เก็บ AD ยางล้อของไทยยังมีจำกัด เพราะแม้การเก็บ  AD จะทำให้ต้นทุนการนำเข้ายางล้อจากไทยแพงขึ้น แต่ราคายางล้อของไทย โดยเฉพาะยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่รวม AD แล้วยังต่ำกว่าคู่แข่งสำคัญ ทั้งเกาหลีใต้ เม็กซิโก แคนาดา และญี่ปุ่น ประกอบกับอานิสงส์จากตลาดรถยนต์โลก รวมถึงในสหรัฐฯ ในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตขึ้นจากฐานที่ต่ำ ทำให้การส่งออกยางล้อในปี 2564 ยังมีโอกาสขยายตัว โดย IHS Markit คาดว่ายอดผลิตรถยนต์ในสหรัฐฯ จะขยายตัวถึง 24% จากปี 2563 อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไป การส่งออกยางล้อของไทยทั้งยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็กมีแนวโน้มเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการยางล้อบางรายเริ่มปรับกลยุทธ์หลังสหรัฐฯ ใช้มาตรการ AD ด้วยการขยายฐานการลงทุนไปประเทศที่ยังได้เปรียบในการแข่งขันด้านราคาหลังรวมผลกระทบจากมาตรการแล้ว เช่น เวียดนาม มิติประเภทสินค้า : ยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (คิดเป็นมูลค่าส่งออกราว 60% ของยางล้อทั้งหมดที่ถูกเก็บ AD) ไทยจะเผชิญการแข่งขันรุนแรงขึ้นจากเวียดนาม และอาจมีคู่แข่งรายใหม่เกิดขึ้น  โดยผู้ผลิตยางล้อในเวียดนามมีแนวโน้มขยายกำลังการผลิตเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้น อาทิ Kumho เตรียมลงทุนเกือบ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มกำลังการผลิตยางล้อในเวียดนาม เพื่อขยายการส่งออกไปสหรัฐฯ ขณะที่ Sailun ของจีนประกาศแผนลงทุนโรงงานยางล้อรถยนต์ส่วนบุคคลและรถบรรทุกขนาดเล็กในกัมพูชาแล้ว ด้วยเงินลงทุน 181 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ Nankang Rubber Tire ของไต้หวัน ซึ่งถูกเก็บ AD ในอัตรา 101.84% มีแผนย้ายสายการผลิตยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็กซึ่งถูกเก็บ AD ไปยังโรงงานของบริษัทฯ ที่ตั้งอยู่ในประเทศอื่น ยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็ก (คิดเป็นมูลค่าส่งออกราว 40% ของยางล้อทั้งหมดที่ถูกเก็บ AD) ไทยมีแนวโน้มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็กในสหรัฐฯ ให้กับคู่แข่งสำคัญอย่างแคนาดา (ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 2 ที่ 14.9% รองจากไทยที่ 27.3%) รวมถึงอินโดนีเซีย และเวียดนาม เนื่องจากราคายางล้อรถบรรทุกขนาดเล็กของไทยหลังรวม AD แล้วสูงกว่าประเทศคู่แข่งดังกล่าว ผลจากมาตรการ AD ต่อการลงทุนตั้งฐานผลิตยางล้อ การที่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำเข้ายางล้อรายใหญ่ของโลกประกาศใช้มาตรการดังกล่าวกับหลายประเทศที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกยางล้อสำคัญ รวมถึงไทย ส่งผลต่อตลาดยางล้อโลก ตลอดจน Supply Chain ของอุตสาหกรรม โดยในส่วนของไทย ศักยภาพในการเป็นฐานการลงทุนผลิตยางล้อเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มลดลง อาจกระทบต่อแผนการลงทุนของผู้ผลิตยางล้อรายสำคัญในระยะต่อไป Disclaimer : ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏเป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายและการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้สนใจเท่านั้น โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่าโดยทางใด

09.06.2021

ประเด็นสำคัญ เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มขยายตัวโดดเด่นที่สุดใน CLMV ขณะที่รัฐประหารทำให้เศรษฐกิจเมียนมาซึ่งเคยขยายตัวสูงกลับถดถอยและกลายเป็นประเทศที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจเติบโตต่ำที่สุดในกลุ่ม นโยบายภาครัฐของกัมพูชาเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้โรงไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่มีโอกาสขยายการลงทุนในระยะข้างหน้า พร้อมกับผลักดันอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทดแทนเสื้อผ้าสำเร็จรูป การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ใน สปป.ลาว ต้องอาศัยนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน ซึ่งโรงไฟฟ้าพลังน้ำยังคงเป็นเป้าหมายหลัก ขณะที่การลงทุนภาคการผลิตมีโอกาสเพิ่มขึ้นจากโครงการรถไฟจีน - สปป.ลาว ความขัดแย้งในเมียนมาทำให้ธุรกิจต่างชาติต้องเน้นประคองธุรกิจ และการลงทุนใหม่มีแนวโน้มชะลอตัวรุนแรง   แม้วิกฤต COVID-19 จะยังไม่สิ้นสุดลง แต่การประเมินแนวโน้มตลาดยังเป็นสิ่งจำเป็นต่อการวางแผนธุรกิจ โดยตลาด CLMV ซึ่งเป็นตลาดการค้าการลงทุนสำคัญของไทย มีทิศทางเศรษฐกิจ นโยบายภาครัฐ และแนวโน้มธุรกิจและอุตสาหกรรม ในระยะข้างหน้า ดังนี้ ทิศทางเศรษฐกิจของ CLMV

12.05.2021

ประเด็นสำคัญ สถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของทั้งกัมพูชาและ สปป.ลาว น่ากังวล เนื่องจากมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันทำสถิติสูงสุดและเป็นจำนวนมากกว่าผู้ติดเชื้อทั้งปี 2563 จนทำให้ทั้งสองประเทศต้องใช้มาตรการ Lockdown เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด การแพร่ระบาดที่รุนแรงอาจทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะกรณีของกัมพูชาที่การแพร่ระบาดมีแนวโน้มจัดการได้ยาก ธุรกิจไทยประเภทร้านอาหาร/เครื่องดื่ม รวมถึงแฟรนไชส์ ในประเทศดังกล่าว ได้รับผลกระทบมากในช่วง Lockdown ขณะที่ธุรกิจโรงแรม/รีสอร์ทมีแนวโน้มฟื้นตัวล่าช้าออกไปตามภาคการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการไทยในภาคการผลิตยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ขณะที่การส่งออกของไทยไปประเทศดังกล่าวมีแนวโน้มหดตัวในช่วง Lockdown แต่ภาพรวมทั้งปี 2564 ยังสามารถขยายตัวได้เล็กน้อย สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทวีความรุนแรงขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างกัมพูชาและ สปป.ลาว ส่งผลให้ทั้งสองประเทศต้องใช้มาตรการ Lockdown เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวมีรายละเอียดที่สำคัญ และมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย ดังนี้ ความคิดเห็นฝ่ายวิจัยธุรกิจ สถานการณ์แพร่ระบาด COVID-19 น่ากังวล เนื่องจากเป็นการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของทั้งกัมพูชาและ สปป.ลาว ซึ่งมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันทำสถิติสูงสุดและเป็นจำนวนมากกว่าผู้ติดเชื้อทั้งปี 2563 ขณะที่ความพร้อมของระบบสาธารณสุขที่ยังมีจำกัด ทำให้การชะลอการระบาดทำได้ค่อนข้างช้า การบริการจัดการสถานการณ์ในกัมพูชายากกว่า สปป.ลาว เนื่องจากประชากรในเมืองพักอาศัยอย่างแออัดกว่า ทำให้ควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ยากกว่ากรณีของ สปป.ลาว การแพร่ระบาดที่รุนแรงอาจทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะกรณีของกัมพูชาที่การแพร่ระบาดมีแนวโน้มจัดการได้ยาก อีกทั้งเศรษฐกิจกัมพูชาพึ่งพาภาคบริการ โดยเฉพาะท่องเที่ยว ในสัดส่วนที่สูง ผลกระทบต่อธุรกิจไทย Disclaimer : ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏเป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายและการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้สนใจเท่านั้น โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่าโดยทางใด

28.04.2021

บทความเกี่ยวกับประเทศเป้าหมาย

ในช่วงกว่า 1-2 เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในเมียนมาเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทั่วโลกให้ความสนใจ โดยหนึ่งในมาตรการที่ชาติตะวันตกใช้ในการกดดันรัฐบาลทหารเมียนมา คือ การใช้มาตรการลงโทษ (Sanctions) กับบุคคลในกองทัพเมียนมาและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ สำหรับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจการค้าระหว่างประเทศหรือลงทุนทำธุรกิจในต่างประเทศ จำเป็นต้องเข้าใจกลไกของมาตรการดังกล่าว เนื่องจากไม่ได้มีเฉพาะกรณีของเมียนมาเท่านั้นที่ถูกใช้มาตรการลงโทษ ปัจจุบันประเทศและองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ มีการใช้มาตรการลงโทษกับหลายกลุ่มบุคคล/นิติบุคคล/ประเทศ ซึ่งมาตรการดังกล่าวก่อให้เกิดอุปสรรคหลากหลายด้าน เช่น การเงิน โลจิสติกส์ และการประกัน โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้ มาตรการลงโทษ (Sanctions) คืออะไร มาตรการลงโทษเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลของประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศใช้กับบุคคล นิติบุคคล หรือประเทศ ที่มีพฤติกรรมหรือการกระทำที่เป็นภัยต่อสันติภาพ ความมั่นคง หรือสิทธิมนุษยชน โดยมีจุดประสงค์เพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมดังกล่าว โดยตัวอย่างมาตรการลงโทษที่พบเห็นได้บ่อย เช่น การห้ามเดินทางเข้าประเทศ การระงับการออกวีซ่า การควบคุมทรัพย์สิน การจำกัดการเข้าถึงธุรกรรมทางการเงิน การห้ามทำการค้ากับบุคคล/นิติบุคคล/ประเทศที่โดนมาตรการลงโทษ เป็นต้น ใครเป็นผู้ออกมาตรการลงโทษที่ผู้ประกอบการควรให้ความสนใจ ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดมาตรการลงโทษ ได้แก่ สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป เป็นมหาอำนาจที่เมื่อออกมาตรการลงโทษแล้วจะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐและยูโรเป็นสกุลเงินสากลที่ใช้ในการทำการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งมีสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติ (Office of Foreign Assets Control : OFAC) เป็นหน่วยงานหลักของสหรัฐฯ ที่ออกมาตรการลงโทษ ทั้งนี้ มาตรการลงโทษที่ออกโดย OFAC มีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศค่อนข้างมาก เนื่องจากธุรกิจของสหรัฐฯ โดยเฉพาะสถาบันการเงิน ต้องปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศที่ส่วนใหญ่ค้าขายกันด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐและต้องมีสถาบันการเงินของสหรัฐฯ เป็นตัวกลางในการทำธุรกรรม องค์การสหประชาชาติ (UN) มาตรการลงโทษที่ออกโดย UN ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เนื่องจากประเทศสมาชิก UN ซึ่งมีถึง 193 ประเทศทั่วโลก ควรดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว ตัวอย่างผลกระทบต่อภาคธุรกิจ (กรณีสหรัฐฯ ออกมาตรการลงโทษกับประเทศ A) ตัวอย่างกรณีสหรัฐฯ ใช้มาตรการลงโทษขั้นสูงสุดกับประเทศ A จะมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ดังนี้ กรณีโดยตรง : กระทบบุคคล/นิติบุคคลในสหรัฐฯ และในประเทศ A : มาตรการลงโทษมีผลบังคับใช้โดยตรงกับบุคคล/นิติบุคคลของสหรัฐฯ ส่งผลให้บุคคล/นิติบุคคลในสหรัฐฯ ไม่สามารถดำเนินธุรกรรมใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคล/นิติบุคคลในประเทศ A ดังนั้น หากผู้ประกอบการไทยมีการทำธุรกิจในสหรัฐฯ ก็จะถูกบังคับใช้มาตรการดังกล่าว เช่นเดียวกับผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจในประเทศ A ก็จะถูกจำกัดการทำการค้ากับสหรัฐฯ ตลอดจนไม่สามารถใช้บริการต่างๆ ซึ่งรวมถึงบริการจากสถาบันการเงินของสหรัฐฯ กรณีทางอ้อม : กระทบต่อประเทศอื่นเมื่อทำการค้าระหว่างประเทศ : แม้ไทยจะไม่ได้ใช้มาตรการลงโทษกับประเทศ A โดยตรง แต่การทำการค้าระหว่างไทยกับประเทศ A ก็มักประสบอุปสรรคจากการใช้มาตรการลงโทษของสหรัฐฯ ดังนี้ กรณีมาตรการลงโทษกับเมียนมา … ผลกระทบยังมีจำกัด กรณีของเมียนมา สหรัฐฯ ไม่ได้ใช้มาตรการลงโทษในระดับประเทศ แต่เป็นการใช้กับบุคคล/นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกองทัพเมียนมาและการรัฐประหารเท่านั้น ซึ่งรายละเอียดและผลกระทบ มีดังนี้ ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่ามาตรการลงโทษสามารถกลายเป็นอุปสรรคทางการค้า ซึ่งโดยปกติสถาบันการเงินไทยจะมีขั้นตอนตรวจสอบรายชื่อบุคคล/นิติบุคคล/ประเทศที่ถูกใช้มาตรการลงโทษ (Sanctions List) ทุกครั้งที่มีธุรกรรมระหว่างประเทศอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการเองก็ควรเข้าใจและมีการตรวจสอบคู่ค้าด้วยตนเองเพื่อป้องกันอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการทำการค้า

20.09.2021
link อื่นๆ
  • Relate Preview
  • Relate Preview
Financial Products