ประเทศเป้าหมาย

ข่าวเศรษฐกิจประเทศเป้าหมาย

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างพิจารณาคัดเลือกโครงการรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ที่เสนอขายไฟฟ้าให้ไทยเพิ่มเติมอีกเกือบ 10 โครงการ ตามกรอบความร่วมมือ (MOU) ซื้อขายไฟฟ้าระหว่างไทย-สปป.ลาว 9,000 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) แล้วราว 6,000 เมกะวัตต์ ยังเหลือรับซื้อได้อีก 3,000 เมกะวัตต์ ซึ่งตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ปี 2561-2580 (PDP 2018) ไทยจะรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศโครงการใหม่เข้าระบบได้ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป โดยจะทยอยเข้าระบบปีละ 700 เมกะวัตต์ แต่ขณะนี้ สปป.ลาว เสนอขายไฟฟ้าเข้ามาเกินกว่าปริมาณที่ไทยจะรับซื้อได้และเกินกว่า MOU ที่ตกลงกันไว้ คณะอนุกรรมการประสานความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านจึงอยู่ระหว่างคัดเลือกโครงการรับซื้อไฟฟ้าที่เหมาะสม คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาส 1 ปี 2563 (กรุงเทพธุรกิจ, 15 ม.ค. 2563)

16.01.2020

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ในวันที่ 31 มกราคม 2563 กระทรวงฯ เตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม. เศรษฐกิจ) พิจารณามาตรการ “ฟรีวีซ่า” หรือ การไม่ต้องขอวีซ่าเมื่อเดินทางเข้าไทยแก่นักท่องเที่ยว 2 ตลาดใหญ่ คือ จีนและอินเดีย เข้าพำนักในไทยได้นาน 14 วัน  โดยกระทรวงฯ เตรียมเสนอต่อที่ประชุม ครม. ใหญ่ในสัปดาห์ถัดไปทันที หาก ครม. เศรษฐกิจเห็นชอบกับมาตรการดังกล่าว ซึ่งหากเป็นไปได้อยากให้มีการประกาศใช้มาตรการดังกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 2 เดือน เพื่อให้ภาคเอกชนด้านท่องเที่ยวสามารถวางแผนทำการตลาดได้ทันก่อนที่มาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival : VoA) แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ 19 ประเทศ (รวมจีนและอินเดีย) จะหมดอายุในวันที่ 30 เมษายน 2563 ทั้งนี้ ปี 2563 เป็นปีที่การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวรุนแรง โดยเฉพาะคู่แข่งจากประเทศในเอเชีย เช่น มาเลเซีย ที่เพิ่งประกาศใช้มาตรการฟรีวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย เป็นระยะเวลา 15 วัน เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม -31 ธันวาคม 2563 (กรุงเทพธุรกิจ, 13 ม.ค. 2563)

13.01.2020

สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยยังไม่ได้รับผลกระทบจากโรคปอดอักเสบที่มีการแพร่ระบาดในเมืองอู่ฮั่น มณฑลเหอเป่ย์ ทางตอนกลางของจีน เนื่องจากรัฐบาลจีนและองค์การอนามัยโลกยังไม่ออกประกาศเตือนว่าเป็นโรคอันตรายร้ายแรงจนต้องห้ามชาวจีนเดินทางออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม ไทยได้มีมาตรการเฝ้าระวังสถานการณ์โรคปอดอักเสบที่สนามบิน 6 แห่งของไทย ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ และแม่ฟ้าหลวง ด้วยการขอให้ลงจอดตามจุดที่กำหนดเฉพาะ ซึ่งด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศได้ติดตั้งเทอร์โมสแกนตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย เพื่อคัดกรองตามขั้นตอนสาธารณสุขก่อนที่ผู้โดยสารจะแสดงตนที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง โดยกรณีพบผู้สงสัยป่วยบนเครื่อง สายการบินจะสรุปเหตุการณ์และส่งให้ฝ่ายการแพทย์ของสนามบินตรวจสอบยืนยันก่อนเครื่องลงจอดซึ่งจะจำกัดบริเวณผู้โดยสารเที่ยวบินไว้จนกว่าจะได้รับการตรวจสอบจากฝ่ายการแพทย์และด่านควบคุมโรค (กรุงเทพธุรกิจ, 7 ม.ค. 2563)

07.01.2020

Hot Issue ประเทศเป้าหมาย

ประเด็นสำคัญ ปี 2562 เป็นปีแห่งการประท้วงทั่วโลก หลังจากประชาชนในหลายประเทศออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาล นับเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักที่การชุมนุมประท้วงเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก การประท้วงที่เกิดขึ้นครอบคลุมเกือบทุกภูมิภาคตั้งแต่เอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา ยุโรป และลาตินอเมริกา นับเป็นการสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลทั่วโลก โดยชนวนการประท้วงในหลายประเทศส่วนใหญ่มีความคล้ายคลึงกันใน 3 ประเด็น คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาทางการเมือง/ปัญหาคอร์รัปชัน และการต่อต้านกฎหมาย/การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศที่เกิดการประท้วงจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการประท้วงไปจนถึงการขยายวงกว้างและความรุนแรงของการประท้วงเป็นสำคัญ โดยมีบางประเทศที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ฮ่องกง อินเดีย และฝรั่งเศส การประท้วงส่วนใหญ่ไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่อาจส่งผลกระทบต่อการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศของธุรกิจส่งออกในบางประเทศ ปี 2562 ที่กำลังจะผ่านไปถือเป็นปีที่โลกตกอยู่ในความวุ่นวายหลังจากประชาชนในหลายประเทศออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลในประเด็นที่แตกต่างกันไป นับเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักที่การชุมนุมประท้วงเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งคล้ายคลึงกับการเกิดการปฏิวัติอาหรับ หรือ Arab Spring ในภูมิภาคตะวันออกกลางช่วงปี 2553-2554 แต่คลื่นการประท้วงรอบนี้เกิดขึ้นในขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่กว้างกว่า ครอบคลุมเกือบทุกภูมิภาคตั้งแต่เอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา ยุโรป และลาตินอเมริกา ถือเป็นการสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลทั่วโลกและเป็นความเสี่ยงระลอกใหม่ที่เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง   ปักหมุดพื้นที่ประท้วงทั่วโลก   สาเหตุของการประท้วงในหลายประเทศ แม้ว่าสาเหตุและเป้าหมายที่ประชาชนในแต่ละประเทศออกมาชุมนุมประท้วงจะแตกต่างกัน แต่ประเด็นปัญหาส่วนใหญ่มีความคล้ายคลึงกันใน 3 ประเด็น ดังนี้ ปัญหาเศรษฐกิจ การชุมนุมประท้วงในหลายประเทศเริ่มขึ้นจากความไม่พอใจของประชาชนต่อปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะกรณีที่ค่าครองชีพในประเทศปรับสูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การปรับขึ้นค่าโดยสารรถประจำทางและรถไฟใต้ดินในชิลี การเก็บภาษีคนใช้แอปพลิเคชัน WhatsApp ในเลบานอน และการปรับขึ้นราคาน้ำมันในอิหร่านและเอกวาดอร์ รวมถึงการประท้วงเพื่อร้องเรียนปัญหาค่าครองชีพและความเหลื่อมล้ำในโคลอมเบียและโบลิเวีย ซึ่งการชุมนุมในประเทศเหล่านี้ได้ลุกลามจนจุดติดเป็นประเด็นเรียกร้องทางการเมืองที่ยากจะควบคุม ปัญหาทางการเมือง/ปัญหาคอร์รัปชัน ในหลายประเทศมีการชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ผู้นำประเทศลาออกจากตำแหน่ง เช่น กรณีการสืบทอดอำนาจเป็นเวลานานถึง 20 ปีของประธานาธิบดีในแอลจีเรีย กรณีการทุจริตและคอร์รัปชันของภาครัฐในสาธารณรัฐเช็กและอิรัก ซึ่งการประท้วงในประเทศเหล่านี้ได้ลุกลามบานปลายจนเป็นเหตุรุนแรงและทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก การต่อต้านกฎหมาย/การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ได้แก่ การประท้วงต่อต้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนในฮ่องกง ซึ่งลุกลามและทวีความรุนแรงจนกลายเป็นการประท้วงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและกดดันให้ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงลาออกจากตำแหน่ง การประท้วงต่อต้านกฎหมายปราบปรามทุจริตในอินโดนีเซีย ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีการลดอำนาจของหน่วยงานตรวจสอบการทุจริตของอินโดนีเซีย การประท้วงต่อต้านแผนการปฏิรูประบบบำเหน็จบำนาญในฝรั่งเศส ซึ่งทำให้ระบบขนส่งมวลชนในกรุงปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศส เป็นอัมพาตอยู่ในขณะนี้ และล่าสุดการประท้วงต่อต้านกฎหมายสัญชาติพลเมืองฉบับใหม่ในอินเดีย ที่ยอมให้สัญชาติอินเดียแก่ผู้อพยพจากประเทศเพื่อนบ้าน 3 ประเทศ คือ ปากีสถาน บังกลาเทศ และอัฟกานิสถาน แต่เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้อนุญาตให้เฉพาะผู้อพยพที่นับถือศาสนาฮินดู ซิกข์ พุทธ เชน ปาร์ซี และคริสต์เท่านั้น โดยยกเว้นผู้นับถือศาสนาอิสลาม ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าไม่เป็นธรรมกับชาวมุสลิมในอินเดีย รวมถึงเป็นการเลือกปฏิบัติต่อชาวมุสลิมที่มาจาก 3 ประเทศดังกล่าว จึงเกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาล   ความคิดเห็นของฝ่ายวิจัยธุรกิจ ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศที่เกิดการประท้วง ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการประท้วงไปจนถึงการขยายวงกว้างและความรุนแรงของการประท้วงเป็นสำคัญ ซึ่งปัจจุบันการประท้วงในหลายประเทศยังอยู่ในวงจำกัดและยังไม่มีทีท่าว่าจะยืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม มีบางประเทศที่ต้องจับตามอง เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและการประท้วงอาจบั่นทอนภาวะเศรษฐกิจของประเทศดังกล่าว ได้แก่ การชุมนุมประท้วงในฮ่องกง ซึ่งยืดเยื้อยาวนานกว่า 6 เดือน ส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายในประเทศ การค้า การลงทุน รวมถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและภาคการเงิน ซึ่งถือเป็นรายได้หลักที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจฮ่องกง ทำให้ล่าสุดเศรษฐกิจฮ่องกงได้เข้าสู่ภาวะถดถอยเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี สะท้อนได้จากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ปี 2562 ที่หดตัว 2% นับเป็นการหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส หลังจากไตรมาส 2 หดตัว 0.5% ขณะที่ทางการฮ่องกงคาดการณ์เศรษฐกิจทั้งปี 2562 จะหดตัว 1.3% การประท้วงในอินเดีย ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และดูเหมือนว่าสถานการณ์จะรุนแรงและขยายวงกว้างไปในหลายพื้นที่ของประเทศ ทำให้ต้องติดตามดูว่าการประท้วงจะยืดเยื้อและบั่นทอนเศรษฐกิจอินเดียมากน้อยเพียงใด เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจอินเดียชะลอความร้อนแรงลงมาก โดยเฉพาะหากเทียบกับปี 2559 ที่เศรษฐกิจอินเดียขยายตัวสูงกว่า 8% แต่ล่าสุดในไตรมาส 3 ปี 2562 เศรษฐกิจอินเดียขยายตัวเพียง 6% ต่ำสุดในรอบ 6 ปี และเป็นการชะลอตัวติดต่อกัน 6 ไตรมาส ซึ่งเป็นผลจากการบริโภคในประเทศที่ลดลงไปจนถึงการชะลอตัวของภาคการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมรถยนต์ ดังนั้น หากการประท้วงยืดเยื้อก็จะยิ่งบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียในระยะข้างหน้า การประท้วงในฝรั่งเศส ฝรั่งเศสเผชิญการประท้วงมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดการประท้วงของกลุ่มเสื้อกั๊กสีเหลืองที่เริ่มขึ้นเมื่อช่วงปลายปี 2561 ซึ่งในเวลานั้นการประท้วงได้ส่งผลกระทบราว 1% ของ GDP ฝรั่งเศสไตรมาส 4 ปี 2561 ล่าสุดสหภาพแรงงานหลายแห่งมีการนัดหยุดงานประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศสในรอบหลายปี ส่งผลให้ระบบขนส่งมวลชนในประเทศหยุดให้บริการเกือบทั้งหมดในบางพื้นที่ ส่งผลกระทบในด้านลบต่อธุรกิจท่องเที่ยว รวมถึงภาคธุรกิจอื่นๆ โดยเฉพาะะธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม นับเป็นปัจจัยบั่นทอนสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจฝรั่งเศส ผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ยังไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยในกรณีของฮ่องกงที่การประท้วงยืดเยื้อ แม้การส่งออกของไทยไปฮ่องกงในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2562 หดตัวราว 6% แต่การหดตัวดังกล่าวเป็นผลจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเป็นหลัก เนื่องจากสินค้าไทยที่ส่งออกไปฮ่องกงราว 60% จะส่งต่อไปยังตลาดจีน อย่างไรก็ตาม ในด้านการดำเนินธุรกิจส่งออก การชุมนุมประท้วงเป็นประเด็นความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการควรติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ เนื่องจากการประท้วงในบางประเทศอาจส่งผลกระทบต่อการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ เช่น กรณีของเลบานอน ซึ่งการประท้วงทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องหยุดทำการ ทำให้ผู้ประกอบการที่ส่งสินค้าไปเลบานอนในช่วงเวลานั้นต้องประสบปัญหาการจ่ายเงินล่าช้า รวมถึงกรณีของฝรั่งเศสที่การประท้วงทำให้การคมนาคมในประเทศต้องหยุดชะงักลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

27.12.2019

สถานการณ์สำคัญยอดจำหน่ายรถยนต์ในอินเดียเดือนสิงหาคม 2562 ลดลง 33% (y-o-y) เหลือราว 2.5 แสนคัน โดยรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมียอดจำหน่ายลดลง 32% (y-o-y) และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ลดลง 39% (y-o-y) นับเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 จนกระทบผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในอินเดีย อาทิ Tata Motor ตัดสินใจปิดโรงงานผลิตรถยนต์ 4 แห่ง Mahindra & Mahindra ประกาศให้โรงงานทุกแห่งหยุดผลิตเป็นเวลา 5-13 วันต่อเดือนในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2562 Honda Car India หยุดผลิตรถยนต์บางรุ่นในโรงงานที่ตั้งอยู่ในรัฐราชสถาน สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2562 อุตสาหกรรมรถยนต์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องในอินเดียเลิกจ้างพนักงานไปแล้ว 350,000 ตำแหน่ง และคาดว่าในช่วงที่เหลือของปี 2562 จะลดจำนวนพนักงานลงอีก หากตลาดรถยนต์อินเดียยังไม่มีแนวโน้มกระเตื้องขึ้น  ข้อคิดเห็นจากฝ่ายวิจัยธุรกิจฝ่ายวิจัยธุรกิจประเมินสาเหตุที่ทำให้ยอดจำหน่ายรถยนต์ในอินเดียลดลงและวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนของไทย สรุปได้ดังนี้1) อินเดียเตรียมใช้มาตรฐานที่เข้มงวดขึ้นในการควบคุมการปล่อยมลพิษของเครื่องยนต์ในรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถสามล้อจาก Bharat Stage IV (BS4) เป็น Bharat Stage VI (BS6) ซึ่งจะบังคับใช้ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 ส่งผลให้รถยนต์มาตรฐานเดิม (BS4) ถูกห้ามจำหน่ายและจดทะเบียน มาตรการดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ในอินเดียชะลอการผลิตรถยนต์ เพื่อเร่งระบายรถยนต์รุ่นเก่า (BS4) ในสต็อก ขณะที่ผู้ที่กำลังจะซื้อรถยนต์ก็เลื่อนเวลาออกไป เพื่อรอซื้อรถยนต์ใหม่ที่ผ่านมาตรฐาน BS62) สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ เพราะกังวลว่าเศรษฐกิจอินเดียที่ชะลอการขยายตัว จะกระทบต่อความสามารถในการชำระคืนเงินกู้ ล่าสุด EIU ประเมินอัตราขยายตัวของเศรษฐกิจอินเดียในช่วงไตรมาส 2 ปี 2562 ไว้ที่ 5% ต่ำกว่าในช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่ขยายตัว 7.9% ซึ่งนับเป็นการชะลอตัวลง 4 ไตรมาสติดต่อกัน ปัจจัยบั่นทอนดังกล่าวส่งผลให้ผู้ใช้รถยนต์ชาวอินเดียที่กำลังจะซื้อรถยนต์ใหม่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากขึ้น มีการประมาณการกันว่าในช่วงเดือนสิงหาคม 2562 การเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารส่งผลให้จำนวนผู้ได้รับอนุมัติสินเชื่อลดลงถึง 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าสำหรับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ฝ่ายวิจัยธุรกิจประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะกระทบการส่งออกในหมวดยานพาหนะ อุปกรณ์ และส่วนประกอบของไทยไม่มากนัก เนื่องจากไทยส่งออกสินค้าหมวดดังกล่าวไปอินเดียเพียง 2% ของมูลค่าส่งออกยานพาหนะฯ ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การส่งออกยานพาหนะฯ ไปอินเดียที่ลดลงกว่า 10% (y-o-y) ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2562 เป็นต้นมา อาจซ้ำเติมสถานการณ์ส่งออกยานยนต์ไทยที่ค่อนข้างซบเซาอยู่แล้วในปัจจุบันให้แย่ลงกว่าเดิม โดยผู้ส่งออกที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบเป็นอันดับต้นๆ คือ ผู้ส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ (รวมเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบมีลูกสูบ) ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 83% ของมูลค่าส่งออกยานพาหนะฯ ทั้งหมดของไทยไปอินเดีย สำหรับในระยะยาว คาดว่าตลาดรถยนต์อินเดียมีโอกาสกลับมาฟื้นตัว เพราะคาดว่าหลังผู้ผลิตรถยนต์ในอินเดียปรับสายการผลิตและเริ่มผลิตรถยนต์มาตรฐาน BS6 ออกสู่ตลาดแล้ว จะจัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นตลาดรถยนต์ ซึ่งจะมีส่วนช่วยเร่งให้ผู้ใช้รถยนต์ตัดสินใจซื้อรถยนต์ใหม่ และส่งผลให้ยอดจำหน่ายรถยนต์โดยรวมของอินเดียกระเตื้องขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจอินเดีย เนื่องจากหากเศรษฐกิจยังชะลอตัวต่อเนื่องอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภคอินเดียให้ซบเซาลง และส่งผลต่อเนื่องมาถึงการส่งออกยานพาหนะฯ ของไทยไปอินเดียได้ เกร็ดน่ารู้- อินเดียเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก มียอดผลิตราว 5.2 ล้านคัน ในปี 2561- อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการครอบครองรถยนต์ต่ำที่สุดในโลกเพียง 22 คันต่อประชากร 1,000 คน ซึ่งเมื่อเทียบกับศักยภาพของประเทศที่มีประชากรอันดับ 2 ของโลก และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพตลาดรถยนต์อินเดียที่มีแนวโน้มขยายตัวได้อีก- ตลาดรถยนต์อินเดียราว 59% เป็นของบริษัทญี่ปุ่น อาทิ Maruti Suzuki (50%) Honda Car India (5%) และ Toyota Kirloskar (4%)- อินเดียนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์จากไทยสูงเป็นอันดับ 5 (ราว 7% ของมูลค่านำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ทั้งหมดของอินเดีย) ชิ้นส่วนฯ นำเข้าสำคัญ อาทิ ระบบเกียร์  

06.10.2019

ประเด็นสำคัญ สมเด็จฯ ฮุน เซน จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย ตามคาดหมาย หลังพรรค CPP ของสมเด็จฯ ฮุน เซน ชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ต้องจับตาท่าทีของสหรัฐฯ และ EU ว่าจะมีการดำเนินมาตรการใดต่อกัมพูชาหรือไม่ โดยฝ่ายวิจัยธุรกิจยังคงความเห็นเดิมว่ากัมพูชาไม่น่าจะถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษี คาดว่ารัฐบาลของสมเด็จฯ ฮุน เซน จะดำเนินนโยบายประชานิยมตามที่หาเสียงไว้ ทั้งปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานและลดค่าไฟฟ้า รวมทั้งสานต่อนโยบายเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ และเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับจีน ญี่ปุ่น และประเทศเพื่อนบ้าน สถานการณ์ทางการเมืองที่มีความแน่นอนมากขึ้นจะส่งผลดีต่อบรรยากาศการค้าการลงทุนระหว่างไทยและกัมพูชา แต่การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างจะกระทบต่อผู้ประกอบการเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยที่ขยายฐานการผลิตไปกัมพูชา พรรค Cambodian People's Party (CPP) ของสมเด็จฯ ฮุน เซน ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2561 โดยคาดว่าจะได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อย 100 ที่นั่ง จากทั้งหมด 125 ที่นั่ง เนื่องจากไร้คู่แข่งสำคัญ คือ พรรค Cambodia National Rescue Party (CNRP) ซึ่งถูกสั่งยุบพรรคไปเมื่อปลายปี 2560 ขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกัมพูชาจะประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2561 โดยชัยชนะของพรรค CPP จะทำให้สมเด็จฯ ฮุน เซน ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย นับเป็นผู้นำที่ปกครองประเทศยาวนานกว่า 30 ปี   จับตาท่าทีสหรัฐฯ และ EU หลังการเลือกตั้งกัมพูชา สหรัฐฯ และ EU ต่างออกมาประณามการเลือกตั้งดังกล่าวว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งต้องจับตาท่าทีของสหรัฐฯ และ EU ว่าจะมีการดำเนินมาตรการใดต่อกัมพูชาหรือไม่ ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยธุรกิจยังคงความเห็นเดิมจากที่เคยได้วิเคราะห์ประเด็นดังกล่าวไว้เมื่อเดือนธันวาคม 2560 ว่ากัมพูชาไม่น่าจะถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีจากสหรัฐฯ และ EU เนื่องจากสถานการณ์ในกัมพูชายังไม่รุนแรงเหมือนหลายประเทศที่เคยถูกสหรัฐฯ และ EU คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและตัดความสัมพันธ์ทางการค้า แต่อาจถูกระงับความช่วยเหลือทางการเงินจากสหรัฐฯ ในบางโครงการที่ไม่เกี่ยวข้องกับด้านมนุษยธรรม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกัมพูชาไม่มากนัก แต่หากเป็นกรณีเลวร้ายสุด (โอกาสเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย) ซึ่งกัมพูชาอาจถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีจากสหรัฐฯ และ EU จะส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออก 3 กลุ่มสำคัญ คือ เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า และข้าว ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันถึง 77% ของมูลค่าส่งออกรวมของกัมพูชา   ส่องทิศทางนโยบายสำคัญของรัฐบาลกัมพูชา คาดว่ารัฐบาลกัมพูชาภายใต้การนำของสมเด็จฯ ฮุน เซน จะเร่งดำเนินนโยบายประชานิยมตามที่หาเสียงไว้ รวมทั้งยังคงดำเนินโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศเหมือนกับในช่วงที่ผ่านมา ดังนี้ ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป สิ่งทอ และรองเท้า จาก 170 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนในปัจจุบัน เป็น 250 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ภายในปี 2566 เพิ่มขึ้น 47% เพื่อเสริมสร้างสวัสดิการและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมดังกล่าว ปรับลดอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนกัมพูชา รวมทั้งช่วยลดต้นทุน ของภาคธุรกิจ เนื่องจากอัตราค่าไฟฟ้าของกัมพูชาถือว่าอยู่ในระดับสูงเป็นอันดับต้นๆ ในอาเซียน โดยอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของครัวเรือนในกรุงพนมเปญอยู่ที่ 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง (เทียบกับไทยที่ 0.09 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง) อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของแผนดังกล่าว สานต่อนโยบายเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ ที่ผ่านมากัมพูชาจัดว่าเป็นประเทศที่มีนโยบายเปิดกว้างสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก อาทิ การอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติลงทุนได้ 100% ในเกือบทุกอุตสาหกรรม รวมถึงอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเช่าที่ดินได้ 50 ปี และสามารถขอต่ออายุได้อีกสูงสุด 50 ปี ล่าสุดในช่วงปี 2559 - 2561 รัฐบาลกัมพูชาได้ลงนามความตกลงอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศผู้ลงทุนหลักหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ จีน มาเลเซีย และไทย และอยู่ระหว่างการเจรจากับอีกหลายประเทศ อาทิ รัสเซีย และเกาหลีใต้ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการลงทุนในกัมพูชาให้มากยิ่งขึ้น เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับมหามิตร อย่างจีนและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจสำคัญที่ยังคงให้การสนับสนุนรัฐบาลกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทั้งสองชาติขยายการลงทุนและให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กัมพูชาต่อไป ทั้งนี้ จีนเป็นประเทศผู้ลงทุนอันดับ 1 ในกัมพูชาและเป็นประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินรายสำคัญของกัมพูชา ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศผู้ให้ ODA* แก่กัมพูชามากเป็นอันดับ 2 (สัดส่วน 20% ของ ODA ที่กัมพูชาได้รับ) รองจาก EU ขณะเดียวกัน สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังประกาศให้คำมั่นที่จะรักษาสันติภาพบริเวณชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรระหว่างกัน ท่ามกลางท่าทีที่ไม่เป็นมิตรของสหรัฐฯ และ EU ที่ไม่พอใจที่กัมพูชามีการยุบพรรคการเมืองคู่แข่งสำคัญของรัฐบาลก่อนการเลือกตั้ง จนทำให้สหรัฐฯ และ EU มีข้อกังขาถึงความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งในครั้งนี้ รวมทั้งยังตัดเงินช่วยเหลือการจัดการเลือกตั้งที่เคยให้แก่กัมพูชา   ผลกระทบต่อไทย การเมืองกัมพูชาที่มีความชัดเจนขึ้นส่งผลดีต่อผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในกัมพูชา ขณะที่นโยบายรักษาสันติภาพบริเวณชายแดนน่าจะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการค้าชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ปัจจุบันเป็นช่องทางการค้าสำคัญมีสัดส่วนกว่า 60% ของมูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งผู้ประกอบการทั้งสองประเทศมักมีความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาทปราสาทพระวิหารที่ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้เป็นประเด็นทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างแรงงานจะส่งผลกระทบให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น นโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 250 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ในปี 2566 จากปัจจุบัน 170 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อเดือน หรือปรับขึ้นราว 8% ต่อปี คาดว่าจะสร้างภาระต้นทุนการผลิตให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จ ซึ่งผู้ประกอบการไทยที่ขยายฐานการผลิตในกัมพูชาจำเป็นต้องเตรียมรับมือและบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานไม่มากนักอย่าง โรงสีข้าว โรงงานน้ำตาล จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า Note : * ODA = Official Development Assistance หรือความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ ซึ่งกัมพูชาถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDCs) ทำให้ได้รับเงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาภายใต้ ODA ทั้งนี้ ข้อมูลจาก World Bank ระบุว่า ODA มีสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของแหล่งเงินทุนสำหรับงบประมาณรายจ่ายภาครัฐของกัมพูชาในปี 2558  

23.12.2019

บทความเกี่ยวกับประเทศเป้าหมาย

เมียนมายังไม่มีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่มีการเก็บภาษีการค้า (Commercial Tax) กับสินค้าและบริการในประเทศ ผู้ประกอบการที่เข้าไปค้าขายหรือลงทุนในเมียนมาจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจระบบภาษีดังกล่าว ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2562 รัฐสภาเมียนมาได้ผ่านกฎหมาย Union Tax Law 2019 (UTL 2019) มีผลบังคับใช้ตามรอบปีงบประมาณ 2562/63 (1 ตุลาคม 2562 – 30 กันยายน 2563) โดยมีการปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับภาษีการค้า รวมถึงรายละเอียดของภาษีอื่นในประเภทเดียวกัน คือ Specific Goods Tax และเพิ่มประเภทภาษีใหม่อย่างภาษีอัญมณีและเครื่องประดับ ดังนั้นบทความฉบับนี้จะพาผู้ประกอบการทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีดังกล่าวภายใต้กฎหมาย UTL 2019 ของเมียนมาเพื่อเป็นประโยชน์ในการเข้าไปทำธุรกิจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ภาษีการค้า (Commercial Tax) การจัดเก็บและอัตราภาษี : เมียนมาเก็บภาษีการค้าในอัตรา 0-8% กับสินค้าและบริการในประเทศ โดยพิจารณาจากประเภทกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ได้แก่ (1) การจำหน่าย (2) การนำเข้า และ (3) การผลิต สำหรับสินค้าทั่วไปส่วนใหญ่ถูกเก็บภาษีการค้าในอัตรา 5% ของราคาสินค้า มีเพียงสินค้า 42 รายการที่ได้รับการยกเว้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร อาทิ ข้าว ข้าวโพด น้ำมันปาล์ม ผลิตภัณฑ์นม และฝ้าย สำหรับการส่งออกสินค้า เมียนมาจัดเก็บภาษีการค้ากับสินค้าส่งออก 2 รายการ ได้แก่ ไฟฟ้า (อัตรา 8%) และน้ำมันดิบ (อัตรา 5%) สำหรับภาษีการค้าในภาคบริการ เก็บในอัตรา 5% ของค่าบริการ โดยมีบริการ 32 รายการที่ได้รับการยกเว้น อาทิ ประกันชีวิต ธนาคาร ไมโครไฟแนนซ์ และบริการขนส่งสาธารณะ ทั้งนี้ หากธุรกิจมีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการรวมต่อปีไม่เกิน 50 ล้านจ๊าต (ราว 1 ล้านบาท) จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีการค้า ซึ่งคล้ายคลึงกับวิธีการเก็บภาษี VAT ของไทย ที่เก็บกับธุรกิจที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เท่านั้น สรุปการจัดเก็บภาษีการค้าของเมียนมา ประเภท อัตราภาษีการค้า การผลิตสินค้าในประเทศ 5% (ยกเว้นสินค้าบางประเภท) การจำหน่ายสินค้า 5% (ยกเว้นสินค้าบางประเภท) การจำหน่ายเครื่องประดับทำจากทอง 1% การนำเข้าสินค้า 5% การส่งออกสินค้า เฉพาะน้ำมันดิบ อัตรา 5% และไฟฟ้า อัตรา 8% บริการ 5% (ยกเว้นบริการบางประเภท) อสังหาริมทรัพย์ -   การเช่าซื้อ -   การขาย   5% 3% การขอคืนภาษี : การขอคืนภาษีการค้าสามารถทำได้ในกรณีที่กิจการนั้นซื้อวัตถุดิบที่รวมภาษีการค้าแล้ว (ถือเป็น Input Tax) และมีการจ่ายภาษีการค้าจากสินค้าที่จำหน่ายออกไป (ถือเป็น Output Tax) โดยกิจการสามารถนำ Output Tax มาหักลบกับ Input Tax และขอคืนภาษีในส่วนที่จ่ายเกินไป อย่างไรก็ตาม กฏหมาย UTL 2019 ได้ยกเว้นการขอคืนภาษีสำหรับกิจการจำหน่ายเครื่องประดับที่ทำจากทอง ทำให้ธุรกิจดังกล่าวไม่สามารถทำการขอคืนภาษีได้เหมือนกรณีของสินค้าอื่นๆ Specific Goods Tax (SGT) การจัดเก็บและอัตราภาษี : เมียนมาแบ่งกลุ่มสินค้าพิเศษออกจากกลุ่มสินค้าทั่วไปที่เรียกเก็บภาษีการค้า และมีการกำหนดภาษีโดยเฉพาะหรือที่เรียกว่า Specific Goods Tax (SGT) โดยสินค้ากลุ่มดังกล่าว ได้แก่ บุหรี่ ใบยาสูบ ซิก้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม้ซุง ไม้แปรรูป ยานพาหนะ น้ำมันสำเร็จรูป และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งภาษี SGT สำหรับสินค้าดังกล่าวมีอัตราแตกต่างกันตั้งแต่ 5-60% นอกจากนี้ สินค้าบางรายการอย่างบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังมีการกำหนดอัตราภาษีย่อยแตกต่างกันตามราคาสินค้า ทั้งนี้ วิธีการเก็บจะพิจารณาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหมือนภาษีการค้า นั่นคือเก็บจากการนำเข้า การผลิต และการจำหน่าย ขณะที่การเก็บภาษี SGT กับการส่งออก มีเพียงสินค้าไม้ซุงและไม้แปรรูปเท่านั้น โดยเรียกเก็บในอัตรา 10% การขอคืนภาษี : สินค้าที่อยู่ภายใต้ภาษี SGT จะทำการขอคืนภาษีได้เฉพาะกรณีกิจการที่เป็นภาคการผลิตเท่านั้น ภาษีอัญมณีและเครื่องประดับ กฎหมาย UTL 2019 ได้แยกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่มีอัญมณีเป็นส่วนประกอบออกมาจากเดิมที่เคยถูกจัดเก็บภายใต้ภาษี SGT และกำหนดขึ้นเป็นภาษีอัญมณีและเครื่องประดับโดยเฉพาะ โดยมีวิธีการจัดเก็บในรูปแบบเหมือนกันกับภาษี SGT และมีอัตราภาษี ดังนี้ ประเภทสินค้า อัตราภาษี หยกที่ยังไม่ได้เจียระไน 11% ทับทิม ไพลิน และหินมีค่าอื่นๆ ยกเว้นเพชรและมรกต ที่ยังไม่ได้เจียระไน 9% หยก ทับทิม ไพลิน และหินมีค่าอื่นๆ ยกเว้นเพชรและมรกต (เจียระไนแล้ว) 5% เครื่องประดับและสินค้าที่ทำจากอัญมณี 5% ทั้งนี้ แม้วิธีการจัดเก็บภาษีการค้ามีความคล้ายคลึงกับการเก็บภาษี VAT แบบทั่วไปในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการขอคืนภาษี และกำหนดรายได้ขั้นต่ำที่ต้องเสียภาษี เป็นต้น อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของสินค้าที่ต้องเสียภาษีและที่ได้รับการยกเว้น รายละเอียดอัตราภาษี ไปจนถึงวิธีปฏิบัติของทางราชการเมียนมา ยังคงมีขั้นตอนและความซับซ้อนอยู่พอสมควร ผู้ประกอบการที่เข้าไปค้าขายหรือลงทุนจึงควรทำความเข้าใจ และควรดำเนินการให้ถูกต้องตามกฏหมายเมียนมาเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาทางกฎหมายในอนาคต

30.12.2019
link อื่นๆ
  • Relate Preview
  • Relate Preview
Financial Products