ประเทศเป้าหมาย

ข่าวเศรษฐกิจประเทศเป้าหมาย

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมขาดแคลนแรงงานโดยรวม 4-5 แสนคน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร เช่น โรงงานแปรรูปไก่ อาหารทะเล ผลไม้แปรรูป และอาหารบรรจุกระป๋องต่างๆ ที่ขาดแคลนแรงงานมากที่สุดถึงกว่า 3 แสนคน ทำให้เสียโอกาสในการส่งออก แม้มีความต้องการสินค้าอาหารเป็นจำนวนมากจากผลของสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งนำเข้าแรงงานต่างด้าว ซึ่งที่ผ่านมาเริ่มมีแรงงานต่างชาติเข้ามาบางส่วนตาม MOU แต่ยังไม่เพียงพอ ทั้งนี้ สภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (ECONTHAI) เปิดเผยว่า การนำเข้าแรงงานต่างด้าวตาม MUO นั้น 70% เป็นแรงงานเมียนมา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่รัฐบาลเมียนมาไม่อยู่ในวิสัยที่จะพิสูจน์สัญชาติ ทำให้ยังนำแรงงานเข้ามาไม่ได้มาก ขณะเดียวกัน สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์อยู่ระหว่างประสานกับกระทรวงแรงงานอย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งรัดการยกร่างกฎหมายหลายฉบับเพื่อนิรโทษกรรมกลุ่มแรงงานต่างด้าว คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน ก.ค. 2565 เพื่อคลี่คลายปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคก่อสร้าง ซึ่งปัจจุบันสมาชิกสมาคมฯ ขาดแคลนแรงงานราว 6-7 แสนคน จากจำนวนแรงงานในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างทั้งระบบ 4 ล้านคน (ฐานเศรษฐกิจ, 30 มิ.ย.-2 ก.ค. 2565)

30.06.2022

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. คาดการณ์แนวโน้มผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2566 (ต.ค. 2565-ก.ย. 2566) ว่าจะเริ่มกลับมามีกำไร หลังจากภาครัฐผ่อนคลายข้อกำหนดการเดินทางเข้าไทยตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2565 ขณะเดียวกัน ศบค. ได้ประกาศให้ COVID-19 เป็นโรคประจำถิ่น ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2565 พร้อมอนุญาตให้ถอดหน้ากากอนามัยในที่โล่งแจ้ง  และปรับโซนจังหวัดเป็นพื้นที่สีเขียวทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ในช่วงตารางบินฤดูหนาวระหว่างเดือน ต.ค. 2565-มี.ค. 2566 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันของอุตสาหกรรมการบิน ทั้งนี้ จากการประมาณการผู้โดยสารล่าสุด เดือน มิ.ย. 2565 เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของผู้โดยสาร และคาดว่าในปีงบประมาณ 2565 ท่าอากาศยาน 6 แห่งของ ทอท. จะมีผู้โดยสารรวม 45 ล้านคน เที่ยวบิน 4 แสนเที่ยวบิน ฟื้นตัว 33% และ 45% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิด COVID-19 และคาดว่าผู้โดยสารในปีงบประมาณ 2566 และ 2567 จะมีจำนวน 96 ล้านคน และ 142 ล้านคน ฟื้นตัว 68% และ 99% ตามลำดับ สำหรับจำนวนเที่ยวบินในปีงบประมาณ 2566 และ 2567 คาดว่าจะมี 665,000 เที่ยวบิน และ 892,000 เที่ยวบิน ฟื้นตัว 74% และ 99% ตามลำดับ (กรุงเทพธุรกิจ, 28 มิ.ย. 2565)

30.06.2022

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG เปิดเผยว่า ขณะนี้การก่อสร้างโครงการระบบสายส่งไฟฟ้า Nam Tai ขนาด 220 กิโลโวลต์ ในสปป.ลาว เพื่อเชื่อมต่อกับระบบสายส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้าแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Vietnam Electricity : EVN) มีความคืบหน้าไปกว่า 90% คาดว่าจะแล้วเสร็จและสามารถส่งกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำของบริษัทใน สปป.ลาวทั้ง 2 แห่ง คือ Nam San 3A และ Nam San 3B ไปจำหน่ายยังเวียดนามได้ในเดือน ก.ย. 2565 ทั้งนี้ สายส่ง Nam Tai สามารถรองรับการจำหน่ายไฟฟ้าจากเขื่อนใน สปป.ลาว ไปเวียดนามได้ถึง 800 เมกะวัตต์ (MW) โดยในระยะแรกสายส่งจะให้บริการส่งไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำของบริษัทฯ ทั้ง 2 แห่ง กำลังการผลิต 114 MW ก่อน และระยะถัดไปจะเริ่มให้บริการกับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนในบริเวณใกล้เคียงใน สปป.ลาว ที่อยู่ตามแนวสายส่งเส้นนี้ โดยปัจจุบันหลายแห่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งมีทั้งที่ได้รับสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ EVN เรียบร้อยแล้ว และที่อยู่ระหว่างดำเนินการ (ข่าวหุ้น, 27 มิ.ย. 2565)

29.06.2022

Hot Issue ประเทศเป้าหมาย

CLMV Snapshot : Update ความเคลื่อนไหวและข่าวน่าสนใจใน CLMV เป็นรายไตรมาส 

01.04.2022

ประเด็นสำคัญ เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มขยายตัวโดดเด่นสุดในกลุ่ม CLMV ขณะที่เมียนมาเป็นเพียงประเทศเดียวที่เศรษฐกิจคาดว่าจะหดตัวในปี 2565 จากสถานการณ์ COVID-19 และความวุ่นวายทางการเมืองยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ เมียนมาและ สปป.ลาว ที่ยังมีอัตราการฉีดวัคซีนในระดับต่ำกว่าอัตราการฉีดวัคซีนโดยรวมของโลก ทำให้ COVID-19 ยังเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจ ขณะที่กัมพูชามีความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนมากที่สุดจากการกระจายวัคซีนภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาหนี้สาธารณะของ สปป.ลาว กดดันความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาล ขณะที่หนี้สาธารณะของเมียนมาปรับขึ้นรวดเร็ว แต่หนี้สาธารณะของเมียนมาส่วนใหญ่มาจากการกู้ยืมในประเทศ ทำให้มีความยืดหยุ่นในการผ่อนชำระมากกว่าหนี้จากต่างประเทศ มูลค่าส่งออกของไทยไป CLMV ในช่วง 10 เดือนแรกปี 2564 ขยายตัวในทุกตลาด รวมถึงไปเมียนมา สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาทางการเมืองไม่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าของไทย ขณะที่แนวโน้มส่งออกของไทยไป CLMV ในปี 2565 คาดว่าจะยังขยายตัวดีตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ   แนวโน้มเศรษฐกิจประเทศ CLMV ภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ CLMV ในปี 2565 คาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นตามแนวโน้มเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยเวียดนามเป็นประเทศที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวโดดเด่นสุดที่ระดับ 6.6% เนื่องจากคาดว่าจะได้แรงหนุนจากการขยายตัวในภาคการผลิตและการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มขยายตัวดี ประกอบกับภาคส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก มีแนวโน้มเติบโตดีจากความต้องการสินค้าในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่เศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มขยายตัวอย่างแข็งแกร่งที่ 5.7% โดยได้อานิสงส์จากภาคส่งออก ประกอบกับการฉีดวัคซีนที่ปัจจุบันมีความคืบหน้าไปมากจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของการบริโภค ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มค่อยๆ ฟื้นตัวหลังจากกัมพูชาอนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วสามารถเดินทางเข้ากัมพูชาโดยไม่ต้องกักตัวตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 2564 สำหรับ สปป.ลาว คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 4.2% เข้าใกล้ระดับก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 เนื่องจากโครงการรถไฟจีน-สปป.ลาว ที่เตรียมเปิดให้บริการในเดือน ธ.ค. 2564 จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนจากจีน ขณะที่การส่งออกโดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้ายังมีแนวโน้มเติบโต เนื่องจากมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเตรียมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพื่อส่งออกไฟฟ้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงไทยเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2564-2565 ประกอบกับการที่จีนประกาศยกเว้นภาษีสินค้านำเข้าของ สปป.ลาว จำนวน 97% ของสินค้าที่จีนนำเข้าทั้งหมดจาก สปป.ลาว ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2563 ทำให้การส่งออกสินค้าไปจีนซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 2 มีแนวโน้มขยายตัว อย่างไรก็ตาม เมียนมาเป็นเพียงประเทศเดียวที่คาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวในปี 2565 ที่ 0.1% โดยวิกฤต COVID-19 และความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนเศรษฐกิจของเมียนมา เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการค้า การลงทุน ไปจนถึงการบริโภคภายในประเทศ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม ความคืบหน้าการฉีดวัคซีน : เมียนมาเป็นประเทศที่น่ากังวลที่สุดจากอัตราการฉีดวัคซีนที่อยู่ในระดับต่ำที่สุดในอาเซียน สาเหตุหลักมาจากการขาดแคลนวัคซีนและบุคลากรทางการแพทย์ ไปจนถึงการที่ชาวเมียนมาบางส่วนไม่ให้ความร่วมมือในการฉีดวัคซีนเพื่อเป็นการต่อต้านรัฐบาล ส่งผลให้การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในเมียนมาอาจล่าช้าไปจนถึงปี 2568 ขณะที่ สปป.ลาว ยังคงมีอัตราการฉีดวัคซีนที่ต่ำกว่าอัตราการฉีดวัคซีนของโลก ทำให้เศรษฐกิจยังคงเปราะบางหากเกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม กัมพูชาเป็นประเทศที่การฉีดวัคซีนมีความคืบหน้ามากที่สุด เนื่องจากการกระจายวัคซีนภายในประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งรัฐบาลยังมีแต้มต่อจากการเป็นพันธมิตรของจีน ทำให้กัมพูชาได้รับวัคซีนบริจาคจากจีนมากถึง 27 ล้านโดส ปัญหาหนี้สาธารณะ : ความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาล สปป.ลาว อยู่ในสถานะที่น่ากังวล เนื่องจากมีหนี้สาธารณะสูงถึง 71% ต่อ GDP โดยในช่วงปี 2564-2568 รัฐบาลมีภาระหนี้ที่ต้องชำระ (ดอกเบี้ยและเงินกู้ที่ครบกำหนด) เฉลี่ยราว 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เทียบกับทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับต่ำราว 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ การจัดเก็บรายได้ภาครัฐยังทำได้ลำบากในปัจจุบันจากวิกฤต COVID-19 อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาล สปป.ลาว มีการเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่องผ่านการดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลัง และล่าสุดได้ตั้งเป้ารักษาระดับหนี้สาธารณะและหนี้ต่างประเทศ ณ สิ้นปี 2566 ไม่ให้เกิน 64.5% และ 55.4% ตามลำดับ โดยจะชะลอการกู้เงินใหม่และอาจต้องจำหน่ายสินทรัพย์รัฐบาลบางส่วนออกไป ซึ่งแผนดังกล่าวคาดว่าจะทำให้การลงทุนภาครัฐชะลอตัว แต่จะส่งผลดีต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ระดับหนี้สาธารณะของเมียนมาในปี 2564 ปรับขึ้นรวดเร็วมาอยู่ที่ระดับ 58.4% ต่อ GDP จาก 34.2% ในปีก่อนหน้า เนื่องจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลทางการคลังที่เพิ่มขึ้นภายใต้สถานการณ์วิกฤต COVID-19 ประกอบกับสถานการณ์เงินจ๊าตในปัจจุบันที่อ่อนค่าลงราว 25% จากช่วงก่อนรัฐประหารในเดือน ก.พ. 2564 ทำให้หนี้ต่างประเทศมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวถือว่ายังไม่น่ากังวลมากนัก เนื่องจากหนี้ส่วนใหญ่มาจากการกู้ยืมในประเทศราว 60% ทำให้มีความยืดหยุ่นในการผ่อนชำระมากกว่าหนี้จากต่างประเทศ ผลกระทบและแนวโน้มต่อการส่งออกของไทยไป CLMV มูลค่าส่งออกของไทยไป CLMV ในช่วง 10 เดือนแรกปี 2564 ขยายตัวในทุกตลาด ไม่เว้นแม้แต่การส่งออกไปเมียนมาที่ขยายตัวถึง 13% แม้เมียนมาต้องเผชิญความวุ่นวายทางการเมือง แสดงให้เห็นว่าปัญหาทางการเมืองดังกล่าวไม่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าของไทย อีกทั้งหลายประเทศโดยเฉพาะชาติตะวันตกมีแนวโน้มลดระดับความสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุนกับเมียนมาลงเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับการจัดการความวุ่นวายทางการเมืองดังกล่าว ยิ่งจะทำให้การค้ากับประเทศเพื่อนบ้านทวีความสำคัญมากขึ้นสำหรับเมียนมา ทั้งนี้ แนวโน้มการส่งออกของไทยไป CLMV ในปี 2565 คาดว่าจะยังขยายตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่อัตราขยายตัวของการส่งออกมีแนวโน้มชะลอลง เนื่องจากการส่งออกไป CLMV ที่เพิ่มขึ้นสูงในปี 2564 ถือเป็นการปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติจากที่วิกฤต COVID-19 ทำให้การค้าในปี 2563 หดตัวรุนแรง     Disclaimer : ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏเป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายและการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้สนใจเท่านั้น โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่าโดยทางใด

03.12.2021

ประเด็นสำคัญ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกยางล้ออันดับ 1 ของไทย (สัดส่วนเกือบ 50%) ประกาศผลการไต่สวน AD ขั้นสุดท้าย สำหรับยางล้อนำเข้าจากไทย (14.62 - 21.09%) เวียดนาม (0-22.27%) เกาหลีใต้ (14.72-27.05%) และไต้หวัน (20.04-101.84%) พร้อมกันนี้ สหรัฐฯ ยังคงเรียกเก็บ CVD กับยางล้อนำเข้าจากเวียดนามในอัตรา 6.23-7.89% เพื่อตอบโต้การบิดเบือนค่าเงินด่อง ในปี 2564 คาดว่ามูลค่าส่งออกยางล้อของไทยไปสหรัฐฯ จะยังไม่ได้รับผลกระทบจากการเรียกเก็บ AD เนื่องจากตลาดรถยนต์สหรัฐฯ มีแนวโน้มฟื้นตัวดีจากฐานที่ต่ำมากในปี 2563 ในระยะถัดไป หากสหรัฐฯ ยังคงใช้มาตรการ AD ไทยมีแนวโน้มจะเสียส่วนแบ่งตลาดยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็กในสหรัฐฯ บางส่วนให้แก่แคนาดา อินโดนีเซีย และเวียดนาม จากความสามารถในการแข่งขันด้านราคาที่ลดลง รวมถึงจะเผชิญคู่แข่งสำคัญรายใหม่ในตลาดยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคล จากการปรับกลยุทธ์การลงทุนของบริษัทยางล้อขนาดใหญ่เพื่อลดผลกระทบของ AD หมายเหตุ : Anti-dumping Duty (AD)  = มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด  และ Countervailing Duty (CVD) = มาตรการตอบโต้การอุดหนุน -------------------------------------------------------------------------------------- สหรัฐฯ ประกาศเรียกเก็บ AD ขั้นสุดท้ายกับยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็ก (Light Truck) ที่นำเข้าจากไทย เวียดนาม เกาหลีใต้ และไต้หวัน ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป โดยอัตรา AD ขั้นสุดท้ายนี้จะมีผลบังคับใช้ไปจนกว่าจะทบทวนอัตรา AD ครั้งต่อไป หรืออาจยกเลิกการจัดเก็บหากคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (USITC) พิจารณาแล้วไม่พบการทุ่มตลาด ซึ่งจะประกาศผลพิจารณาในเดือนกรกฎาคม 2564 ทั้งนี้ ผู้ผลิตยางล้อเกือบทั้งหมดในประเทศไทยถูกเรียกเก็บ AD ในอัตรา 17.08% ยกเว้น บจก.ซูมิโตโม รับเบอร์ (ไทยแลนด์) และ บจก.แอลแอลไอที (ประเทศไทย) ที่ถูกเก็บในอัตรา 14.62% และ 21.09% ตามลำดับ ยางล้อจากเวียดนามเป็นประเทศเดียวที่สหรัฐฯ เรียกเก็บ CVD โดยให้เหตุผลว่าธนาคารกลางของเวียดนามแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้เงินด่องอ่อนค่าเกินจริง ซึ่งมีผลให้เวียดนามได้เปรียบผู้ผลิตสหรัฐฯ ในการแข่งขันด้านราคา อย่างไรก็ตาม แม้เวียดนามถูกเรียกเก็บ CVD แต่เมื่อรวมกับ AD แล้ว ผู้ผลิตยางรายใหญ่ในเวียดนามอย่าง Sailun, Kumho, Bridgestone และ Yokohama (สัดส่วนรวมกว่า 90% ของการส่งออกยางล้อทั้งหมดของเวียดนาม) กลับถูกเรียกเก็บ AD และ CVD รวมกันเพียง 6.23-7.89% ซึ่งต่ำกว่า AD ของผู้ผลิตทุกรายที่อยู่ในไทย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่ดังกล่าวถูกเรียกเก็บ AD ที่ 0% ขณะที่สหรัฐฯ เรียกเก็บ AD จากผู้ผลิตรายกลางและรายเล็กในอัตรา 22.27% ยางล้อของเวียดนามจึงมีแต้มต่อในการแข่งขันกับคู่แข่งทั้งสามดังกล่าว  และยังเป็นปัจจัยกระตุ้นให้มีการขยายกำลังการผลิตในเวียดนามเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ผลกระทบต่อการส่งออกของไทย มิติขอบเขตของผลกระทบ : ค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากไทยส่งออกยางล้อไปสหรัฐฯ 2,711.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2563 หรือ 7.9% ของมูลค่าส่งออกสินค้าทั้งหมดของไทยไปสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกยางล้ออันดับ 1 ของไทยด้วยสัดส่วนราว 50% และเกือบครึ่งหนึ่งของยางล้อที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็กซึ่งถูกเรียกเก็บ AD มิติด้านเวลา : ในระยะสั้น ผลกระทบจากการที่สหรัฐฯ เก็บ AD ยางล้อของไทยยังมีจำกัด เพราะแม้การเก็บ  AD จะทำให้ต้นทุนการนำเข้ายางล้อจากไทยแพงขึ้น แต่ราคายางล้อของไทย โดยเฉพาะยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่รวม AD แล้วยังต่ำกว่าคู่แข่งสำคัญ ทั้งเกาหลีใต้ เม็กซิโก แคนาดา และญี่ปุ่น ประกอบกับอานิสงส์จากตลาดรถยนต์โลก รวมถึงในสหรัฐฯ ในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตขึ้นจากฐานที่ต่ำ ทำให้การส่งออกยางล้อในปี 2564 ยังมีโอกาสขยายตัว โดย IHS Markit คาดว่ายอดผลิตรถยนต์ในสหรัฐฯ จะขยายตัวถึง 24% จากปี 2563 อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไป การส่งออกยางล้อของไทยทั้งยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็กมีแนวโน้มเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการยางล้อบางรายเริ่มปรับกลยุทธ์หลังสหรัฐฯ ใช้มาตรการ AD ด้วยการขยายฐานการลงทุนไปประเทศที่ยังได้เปรียบในการแข่งขันด้านราคาหลังรวมผลกระทบจากมาตรการแล้ว เช่น เวียดนาม มิติประเภทสินค้า : ยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (คิดเป็นมูลค่าส่งออกราว 60% ของยางล้อทั้งหมดที่ถูกเก็บ AD) ไทยจะเผชิญการแข่งขันรุนแรงขึ้นจากเวียดนาม และอาจมีคู่แข่งรายใหม่เกิดขึ้น  โดยผู้ผลิตยางล้อในเวียดนามมีแนวโน้มขยายกำลังการผลิตเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้น อาทิ Kumho เตรียมลงทุนเกือบ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มกำลังการผลิตยางล้อในเวียดนาม เพื่อขยายการส่งออกไปสหรัฐฯ ขณะที่ Sailun ของจีนประกาศแผนลงทุนโรงงานยางล้อรถยนต์ส่วนบุคคลและรถบรรทุกขนาดเล็กในกัมพูชาแล้ว ด้วยเงินลงทุน 181 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ Nankang Rubber Tire ของไต้หวัน ซึ่งถูกเก็บ AD ในอัตรา 101.84% มีแผนย้ายสายการผลิตยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็กซึ่งถูกเก็บ AD ไปยังโรงงานของบริษัทฯ ที่ตั้งอยู่ในประเทศอื่น ยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็ก (คิดเป็นมูลค่าส่งออกราว 40% ของยางล้อทั้งหมดที่ถูกเก็บ AD) ไทยมีแนวโน้มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดยางล้อรถบรรทุกขนาดเล็กในสหรัฐฯ ให้กับคู่แข่งสำคัญอย่างแคนาดา (ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 2 ที่ 14.9% รองจากไทยที่ 27.3%) รวมถึงอินโดนีเซีย และเวียดนาม เนื่องจากราคายางล้อรถบรรทุกขนาดเล็กของไทยหลังรวม AD แล้วสูงกว่าประเทศคู่แข่งดังกล่าว ผลจากมาตรการ AD ต่อการลงทุนตั้งฐานผลิตยางล้อ การที่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำเข้ายางล้อรายใหญ่ของโลกประกาศใช้มาตรการดังกล่าวกับหลายประเทศที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกยางล้อสำคัญ รวมถึงไทย ส่งผลต่อตลาดยางล้อโลก ตลอดจน Supply Chain ของอุตสาหกรรม โดยในส่วนของไทย ศักยภาพในการเป็นฐานการลงทุนผลิตยางล้อเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มลดลง อาจกระทบต่อแผนการลงทุนของผู้ผลิตยางล้อรายสำคัญในระยะต่อไป Disclaimer : ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏเป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายและการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้สนใจเท่านั้น โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่าโดยทางใด

09.06.2021

บทความเกี่ยวกับประเทศเป้าหมาย

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นจนทำให้เกิดภาวะโลกร้อนที่เข้าขั้นวิกฤต เป็นปัญหาเร่งด่วนที่ประชาคมโลกกำลังเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่เว้นแม้แต่เวียดนามที่ตั้งเป้าการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon Emissions) ภายในปี 2593 เพื่อช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อน ขณะเดียวกัน เวียดนามก็กำลังเร่งแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศ ซึ่งเป็นผลพวงจากเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดปัญหาขยะล้นเมือง ซึ่งราว 85% ของขยะทั้งหมดในเวียดนามที่มีจำนวน 13 ล้านตันต่อปี ยังไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง และก่อให้เกิดปัญหามลพิษตามมา ทั้งนี้ ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั้งในระดับโลกและในประเทศ ทำให้รัฐบาลเวียดนามจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ควบคู่ไปกับการมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในแนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายในการทำธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในเวียดนามในระยะข้างหน้า กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่…แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม พร้อมเกื้อหนุนเศรษฐกิจสีเขียว รัฐบาลเวียดนามบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ (Law on Environmental Protection : LEP) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 และทยอยออกกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับกฎหมาย LEP ซึ่งมุ่งดำเนินการเชิงรุกในการลดการปล่อยคาร์บอนและลดปัญหามลพิษในประเทศ โดยกฎระเบียบใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ มีดังนี้ ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสามารถมีส่วนรับผิดชอบในการรีไซเคิลได้ 2 ทางเลือก คือ รีไซเคิลด้วยตนเองหรือว่าจ้างธุรกิจจัดการรีไซเคิลเพื่อดำเนินการ โดยผู้ผลิตและผู้นำเข้าจะต้องลงทะเบียนกับ Ministry of Natural Resource and Environment (MONRE) และยื่นแผนการจัดการรีไซเคิล รวมทั้งรายงานผลการดำเนินการตามแผนต่อ MONRE เป็นประจำทุกปี สนับสนุนเงินทุนให้แก่ Vietnam Environmental Protection Fund (VEP Fund) เพื่อนำไปใช้ดำเนินการรีไซเคิลตามที่รัฐบาลกำหนด โดยจำนวนเงินที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายจะขึ้นอยู่กับตัวแปรสำคัญ อาทิ ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการรีไซเคิล (Fixed Recycling Cost) ของแต่ละหมวดสินค้าตามที่รัฐบาลกำหนดและจะมีการทบทวนทุก 3 ปี ปริมาณการผลิตหรือการนำเข้าและปริมาณการจำหน่ายสินค้าดังกล่าวในเวียดนามเป็นรายปี รวมถึงอัตราการรีไซเคิลที่กำหนดในแต่ละหมวดสินค้า อย่างไรก็ตาม ระเบียบดังกล่าวยกเว้นการบังคับใช้กับผู้ผลิตและผู้นำเข้าสินค้าเพื่อส่งออก รวมถึงผู้ผลิตที่มีรายได้ต่อปีต่ำกว่า 30 พันล้านด่อง (ราว 1.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และผู้นำเข้าที่มีมูลค่านำเข้าต่อปีต่ำกว่า 20 พันล้านด่อง (ราว 8.7 แสนดอลลาร์สหรัฐ) ทั้งนี้ การบังคับใช้กฎระเบียบต่างๆ ภายใต้ LEP ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีส่วนสนับสนุนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน* ของเวียดนาม โดยเฉพาะการกระตุ้นให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการรีไซเคิลและการจัดการขยะ ขยายตัวในระยะข้างหน้า ขณะที่การจัดตั้งตลาดคาร์บอนจะเป็นกลไกที่ช่วยผลักดันภาคธุรกิจในเวียดนามให้ก้าวเข้าสู่วิถีคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสีเขียว** เท่าทันกระแสโลกได้มากขึ้น *เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คือ รูปแบบหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เน้นการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด โดยมุ่งเน้นไปที่ Zero Waste หรือการลดปริมาณของเสียให้เป็นศูนย์ผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น การรีไซเคิล และการผลิตสินค้า/บรรจุภัณฑ์จากขยะหรือวัสดุที่ใช้แล้ว   ** เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) คือ รูปแบบหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในหลากหลายรูปแบบทั้งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน การผลิตสินค้าที่ช่วยลดการใช้พลังงานหรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยมลพิษและพัฒนากระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น   National Green Growth Strategy 2021-2030 … เติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้เศรษฐกิจสีเขียว รัฐบาลเวียดนามได้อนุมัติแผน National Green Growth Strategy (NGGS) เมื่อปลายปี 2564 เพื่อเป็นยุทธศาตร์การพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวที่มุ่งตอบโจทย์การเติบโตไปพร้อมกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งภายใต้ NGGS มีการกำหนดกรอบการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมภายในปี 2573 อาทิ *** การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศต่อหนึ่งหน่วยของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ โดยในแผนดังกล่าวกำหนดให้ลดเทียบจากปี 2557 ปัจจุบันเวียดนามอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดแผนปฏิบัติการ (Action Plan) สำหรับรองรับการดำเนินการภายใต้ NGGS อย่างเป็นรูปธรรม   โอกาสและความท้าทายของธุรกิจไทย การดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น รวมถึงทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้ NGGS ที่คำนึงถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จะมีส่วนเกื้อหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียวในเวียดนาม รวมทั้งสร้างโอกาสและเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายธุรกิจในเวียดนาม ดังนี้  

27.05.2022

เวียดนามเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตรวดเร็วลำดับต้นๆ ของโลกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และมีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่าปีละ 5% ติดต่อกันตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี โดยภาคการผลิตของเวียดนามที่ขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้เวียดนามมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก (เฉลี่ยปีละ 5.95% ในระหว่างปี 2502-2562) เป็นประเทศที่มีมลพิษทางอากาศ (PM 2.5) สูงเป็นอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รองจากอินโดนีเซีย และเมียนมา) และสร้างมลพิษทางทะเลจากขยะพลาสติกเป็นอันดับ 4 ของโลก การที่เวียดนามประกาศเจตนารมณ์สู่เส้นทางสาย Greenด้วยการตั้งเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ในปี 2593  จึงนับเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเวียดนามตระหนักดีว่าหากปล่อยให้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศดำเนินต่อไปโดยไม่ได้รับการแก้ไขจะทำให้เสน่ห์ดึงดูดการลงทุนของเวียดนามลดลง และจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต ทั้งนี้ มาตรการและข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐบาลเวียดนามประกาศเป้าหมายในช่วงที่ผ่านมา อาทิ ห้ามหรือจำกัดการใช้รถจักรยานยนต์ในบางพื้นที่หลังปี 2573 หรือเร็วกว่านั้นปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ และปรับลดกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนจากถ่านหินและเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ประเทศสามารถบรรลุเป้าหมาย  Net Zero Emission ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน  นอกจากภาครัฐแล้ว ปัจจุบันภาคธุรกิจในเวียดนามก็เริ่มปรับตัวสู่เส้นทางสาย Green เช่นกัน เพื่อรับมือกับการที่หลายประเทศต่างพยายามผนวกต้นทุนสิ่งแวดล้อมเข้าเป็นส่วนหนึ่งในกลไกตลาดซื้อขายทั่วไป อาทิ เก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มจากสินค้าที่มีการทำลายสิ่งแวดล้อม โดยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าหรือเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับสูง อีกทั้งผู้บริโภคในยุคปัจจุบันมีจำนวนไม่น้อยที่นำประเด็นสิ่งแวดล้อมมาใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกสินค้าหรือแบรนด์ที่จะสนับสนุน  การปรับตัวของภาคธุรกิจในเวียดนามจึงมีให้เห็นแล้วในหลายธุรกิจไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่เวียดนามเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก หรือธุรกิจที่เวียดนามมีแบรนด์ของตนเอง อาทิ อุตสาหกรรมเสื้อผ้า ... เปลี่ยนจากการผลิต “เสื้อร้ายต่อโลก” สู่ “เสื้อรักษ์โลก” สมาคมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเวียดนาม (Vietnam Textile and Apparel Association: VITAS) ตั้งเป้าว่าในปี 2573 เวียดนามจะเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ สำหรับผู้ซื้อที่ต้องการสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มแบบยั่งยืน อุตสาหกรรมเสื้อผ้าในเวียดนาม ซึ่งเป็นฐานการผลิตเสื้อผ้าของแบรนด์ชั้นนำระดับโลก อาทิ Nike, Adidas, Zara และ Uniqlo จำเป็นต้องเร่งปรับตัวสู่กระแสสีเขียว เนื่องจาก อุตสาหกรรมเสื้อผ้าสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จึงเป็นสินค้าเป้าหมายที่กลุ่มผู้บริโภคเรียกร้องให้ทั้งเจ้าของแบรนด์และทุก Supplier ของแบรนด์เร่งปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะจะมีส่วนอย่างมากในการช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของบางประเทศใน EU ซึ่งเป็นตลาดส่งออกเสื้อผ้าสำคัญของเวียดนาม กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องมีกระบวนการตรวจสอบ Supplier ของตนเองตลอดห่วงโซ่การผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทำลายสิ่งแวดล้อม จึงเป็นอีกแรงผลักให้ Supplier ในเวียดนามต้องเร่งปรับตัว เพื่อให้เป็นผู้ที่ถูกเลือก หากแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำใช้วิธีลดจำนวน Supplier ให้เหลือเพียงไม่กี่รายเพื่อให้สะดวกในการติดตาม ล่าสุดสมาคมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเวียดนามรายงานว่า แบรนด์เครื่องแต่งกายรายใหญ่ในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และ EU ต่างเพิ่มคำสั่งซื้อเสื้อผ้าหรือทำสัญญาระยะยาวกับ Supplier ในเวียดนามที่มีผลิตภัณฑ์หรือมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ลดการใช้น้ำ เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน และใช้วัสดุรีไซเคิล รวมถึงมีแนวโน้มจะทยอยยกเลิกการสั่งซื้อสินค้าจาก Supplier ที่ไม่ปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันบางแบรนด์เสื้อผ้าได้เข้ามาช่วย Supplier ในการปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ Decathlon ผู้ผลิตเสื้อและอุปกรณ์กีฬาจากฝรั่งเศส ร่วมมือกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) สนับสนุน Supplier ของ Decathlon ในการเปลี่ยนการใช้พลังงานจากถ่านหินเป็นชีวมวล พร้อมให้คำปรึกษาแนวทางการลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และเปิดอบรมผ่าน e-Learning เรื่องการใช้สารเคมีอย่างมีประสิทธิภาพ อุตสาหกรรมยานยนต์ … จาก “พลังงานฟอสซิล” สู่ “พลังงานสีเขียว” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีผู้ประกอบการเวียดนามเริ่มเข้ามาลงทุนผลิตยานพาหนะพลังงานสีเขียว รวมถึงสถานีชาร์จ และแบตเตอรี่ อาทิ PEGA, Dat Bike และ VinFast เนื่องจาก ทางการเวียดนามมีแผนจะห้ามขับขี่รถจักรยานยนต์ในบางพื้นที่ของเมืองสำคัญหลังจากปี 2573  และสำหรับฮานอยอาจเลื่อนให้เร็วขึ้นเป็นปี 2568 เพราะรถจักรยานยนต์ใช้น้ำมัน ซึ่งมีผู้ใช้ในประเทศอยู่ถึงกว่า 40 ล้านคัน เป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศ (PM 2.5) โดยอาจมีมาตรการผ่อนปรนเฉพาะรถจักรยานยนต์ที่ได้มาตรฐานสิ่งแวดล้อม จึงคาดว่าความต้องการเปลี่ยนไปใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น รถยนต์ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และรถจักรยานไฟฟ้า จะมีเพิ่มขึ้น ชาวเวียดนามมีรายได้เพิ่มขึ้นตามเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดย EIU ประเมินว่าจำนวนครัวเรือนในเวียดนาม ที่มีรายได้มากกว่าปีละ 35,000 ดอลลาร์สหรัฐ จะเพิ่มขึ้นเป็นราว 10 เท่าตัว ในช่วงปี 2555-2569 และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงพร้อมที่จะเปลี่ยนจากรถจักรยานยนต์ที่นิยมใช้ในปัจจุบันไปใช้รถยนต์ที่มีราคาแพงขึ้น และสามารถโดยสารได้พร้อมกันทั้งครอบครัว และล่าสุดเมื่อต้นปี 2565 ภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนให้เปลี่ยนไปใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ ยกเว้นค่าจดทะเบียนครั้งแรกสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่จะยิ่งกระตุ้นให้ชาวเวียดนามเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ประกอบการยานยนต์ของเวียดนามที่เคลื่อนไหวสู่เส้นทางสีเขียวอย่างโดดเด่นในขณะนี้ คือ VinFast ค่ายรถยนต์จากเครือธุรกิจรายใหญ่ในเวียดนามอย่าง VinGroup ซึ่งนับได้ว่าเป็นบริษัทยานยนต์รายแรกๆ ของโลกที่หันไปผลิตรถยนต์ระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดยบริษัทฯ ประกาศมุ่งเน้นไปที่ยานยนต์ไฟฟ้าเต็มตัว และจะหยุดผลิตรถยนต์ใช้น้ำมันภายในสิ้นปี 2565 นอกจากนี้ ยังได้เข้าไปลงทุนสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ ในสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จกลางปี 2567 โดยมีกำลังการผลิตปีละ 150,000 คัน และอยู่ระหว่างพิจารณาแผนก่อสร้างโรงงานในเยอรมนี นอกจากภาครัฐ และภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลัง Go Green แล้ว ยังมีอีกหลายธุรกิจในเวียดนามที่กำลังเดินไปในเส้นทางนี้  เช่น ธุรกิจท่องเที่ยวที่มีแผนจะพัฒนาไปสู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (Eco-Tourism) มากขึ้น เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน และอุตสาหกรรมเกษตรที่วางยุทธศาสตร์การพัฒนาเป็นเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และในปี 2593 จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรลง 10% จากระดับปี 2563 รวมถึงกลุ่มผู้บริโภคเวียดนามก็มีแนวโน้มจะ Go Green และพร้อมสนับสนุนสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งนี้ จากผลสำรวจของ Euromonitor พบว่า 39% ของผู้ตอบแบบสอบถามจะซื้อสินค้าที่ผลิตอย่างยั่งยืน (ทั่วโลก 32%) และ 20% สนใจจองทริปท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในช่วงวันหยุด (ทั่วโลก 8%) ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่เล็งเห็นโอกาสและพร้อมจะปรับสินค้า/บริการให้เข้ากับเทรนด์ดังกล่าวยังมีโอกาสทองอีกมากจากการที่เวียดนาม Go Green

31.05.2022
link อื่นๆ
  • Relate Preview
  • Relate Preview
Financial Products