ข่าวเศรษฐกิจประเทศเป้าหมาย
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในปี 2568 กำลังเป็นอุปสรรคต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เนื่องจากส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมองว่าค่าใช้จ่ายในไทยสูงขึ้นและแพงกว่าประเทศคู่แข่ง ทั้งค่าที่พัก อาหาร ตั๋วโดยสารเครื่องบิน และบริการต่างๆ ทำให้เกิดการชะลอการเดินทาง และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาก็มีการใช้จ่ายลดลง และบางส่วนเปลี่ยนไปเที่ยวประเทศที่ค่าเงินถูกกว่า ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันในด้านการท่องเที่ยวของไทยลดลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่น ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม ที่สกุลเงินอ่อนค่าลงในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้ประเทศสูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 ถึงราว 15-17% ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2568 เป็นต้นมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นถึงราว 7% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ เข้าไทยลดลงอย่างชัดเจน จากช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 ที่เพิ่มขึ้นทุกเดือน โดยในช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค. 2568 พบว่านักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ เริ่มหดตัวเล็กน้อยราว 2% และล่าสุดระหว่างวันที่ 1-21 ก.ย. 2568 มีนักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ 36,800 คน ลดลง 6% (y-o-y) สำหรับนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักของไทย ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่มีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบมากกว่า เช่น ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยจากกรณีหวังซิง เหตุแผ่นดินไหว และการเดินทางไปยังประเทศคู่แข่ง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม เป็นต้น เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่น ที่เริ่มหดตัวในเดือน เม.ย. 2568 จากภาพลักษณ์ความไม่ปลอดภัยด้านมาตรฐานโครงสร้างตึกสูงจากการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทย และหดตัวอีกครั้งในเดือน มิ.ย.-ก.ค. 2568 จากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่รุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวจากยุโรปเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากค่าเงินปอนด์และเงินยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาท (www.prachachat.net, 2 ต.ค. 2568)
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ในปี 2569 ททท.จะเดินหน้ารุกตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีการใช้จ่าย 107,662 บาท/คน/ทริป สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปประมาณ 102.67% อีกทั้งไทยมีจุดแข็งเรื่องสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานระดับโลก ได้รับการรับรองจาก JCI (Joint Commission International) มากถึง 61 แห่ง ราคาต่ำกว่าประเทศตะวันตก 30-70% และมีสถานพยาบาลครอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศมากกว่า 500 แห่ง โดยในปี 2568 คาดว่าไทยจะมีรายได้จากตลาด Health Tourism ราว 1.25 แสนล้านบาท จากนักท่องเที่ยว 5.8 แสนคน คิดเป็นสัดส่วน 1.74% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด โดยประเทศที่นิยมเดินทางมารักษาในไทยมีจากกลุ่มตะวันออกกลาง เช่น กาตาร์ โอมาน และคูเวต กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา และกลุ่มประเทศเอเชียใต้ เช่น บังกลาเทศ (กรุงเทพธุรกิจ, 17 ต.ค. 2568)
รายงานจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่า ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยสะสม 26.7 ล้านคน ลดลง 7.2% (y-o-y) สร้างรายได้ 1.2 ล้านล้านบาท ลดลง 4.5% (y-o-y) ทั้งนี้ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) คาดว่าทั้งปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 32 ล้านคน ต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลและต่ำกว่าสถิติปี 2567 ที่ 35.54 ล้านคน เพราะนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นตลาดหลักของไทยเดินทางเข้าไทยราววันละ 1 หมื่นคน ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับช่วงปกติ โดยการท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันถือว่าอยู่ในช่วงต่ำสุดหลังหมดยุค COVID-19 ระบาด ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาขบวนการสแกมเมอร์ในกัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบมาถึงไทย ด้านสมาคมโรงแรมไทย (THA) คาดการณ์แนวโน้มช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีซึ่งเป็นฤดูท่องเที่ยวว่า อัตราการเข้าพักจะไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมเดินทางด้วยตัวเองเป็นหลัก และมักจองล่วงหน้าในระยะสั้นมากๆ ยกเว้นกลุ่มตลาดระยะไกลบินเกิน 6 ชั่วโมงอย่างยุโรปและสหรัฐฯ ที่ต้องวางแผนการเดินทางยาวกว่า ที่เริ่มมียอดจองห้องพักล่วงหน้าแล้ว ขณะที่โรงแรมที่รับนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้ในเอเชียและอาเซียนยังไม่ค่อยมียอดจองที่พัก สำหรับผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่พักแรม เดือน ก.ย. 2568 พบว่าอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเดือน ก.ย. 2568 ลดเหลือ 54% โดยลดลงจากเดือนก่อนในทุกระดับดาวและทุกภูมิภาคตามจำนวนนักท่องเที่ยวไทยและนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) แต่ใกล้เคียงกับปีก่อน ขณะที่คาดการณ์อัตราการเข้าพักเดือน ต.ค. อยู่ที่ 60% และคาดว่ารายได้ช่วงครึ่งหลังปี 2568 มีแนวโน้มจะลดลงอย่างน้อย 10% (y-o-y) โดยเฉพาะโรงแรมในพื้นที่ภาคกลาง (กรุงเทพธุรกิจ, 4 พ.ย. 2568)
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 จะออกสู่ตลาดมากที่สุดช่วงเดือน พ.ย. 2568 โดยมีปริมาณรวม 17.38 ล้านตันข้าวเปลือก หรือคิดเป็น 63.82% ของผลผลิตข้าวนาปีทั้งหมด นับเป็นช่วงสำคัญของไทยที่ต้องบริหารจัดการข้าวปริมาณมากที่กำลังจะออกสู่ตลาดพร้อมกัน ด้านกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ (USDA) เผยแพร่รายงาน Rice Outlook: September 2025 โดยคาดว่าผลผลิตข้าวทั่วโลกในปีการผลิต 2568/69 จะมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 541.1 ล้านตัน และสูงกว่าปีก่อนหน้าเล็กน้อย จากผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้นในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่หลายราย เช่น บังกลาเทศ จีน และอินเดีย สำหรับสถานการณ์ราคาข้าวพบว่า ราคาข้าวในสหรัฐฯ และประเทศผู้ส่งออกส่วนใหญ่ในเอเชียและอเมริกาใต้ในช่วงสัปดาห์ล่าสุด (9 ก.ย. 2568) ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงกดดันจากการเก็บเกี่ยว และความต้องการนำเข้าข้าวทั่วโลกที่ลดลง โดยราคาข้าวหัก 5% ของเวียดนาม ลดลงตันละ 18 ดอลลาร์สหรัฐ เหลือ 382 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ฟิลิปปินส์ประกาศห้ามนำเข้าข้าวเป็นเวลา 60 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2568 เนื่องจากราคาข้าวเปลือกภายในประเทศตกต่ำ อย่างไรก็ตาม สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยระบุว่าราคาส่งออกข้าวไทย (FOB) ปรับเพิ่มขึ้นทุกรายการ อันเป็นผลจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พบว่า ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ทั้งประเทศปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง (กรุงเทพธุรกิจ, 22 ก.ย. 2568)
ตามที่สหรัฐฯ และจีนได้บรรลุข้อตกลงในการลดภาษีระหว่างกันชั่วคราวเป็นเวลา 90 วันนั้น นักเศรษฐศาสตร์จากหลายสถาบันเห็นว่าแม้จะช่วยลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกในภาพรวม และทำให้ความเสี่ยงต่อภาวะถดถอยในสหรัฐฯ ลดลง แต่อาจกลายเป็นความเสี่ยงใหม่สำหรับไทย เพราะหากจีนถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพียง 10% เท่ากับไทย จะทำให้ความได้เปรียบของไทยหายไปในทันที และเมื่อพ้นระยะ 90 วันแล้ว หากสหรัฐฯ ลดภาษีให้จีนเหลือ 30% แต่ไทยยังถูกเก็บที่ 36% ไทยจะเสียเปรียบ หรือหากเวียดนามเจรจาจนได้อัตราภาษีต่ำกว่าไทย ก็จะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและนักลงทุนก็อาจไม่เลือกมาตั้งฐานในไทย นอกจากนี้ ขณะที่การเจรจาทวิภาคีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังไม่คืบหน้าอย่างชัดเจน ประเทศคู่แข่งอย่างญี่ปุ่น อินเดีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และเวียดนาม ต่างเดินหน้าเจรจาและทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้แล้วจำนวนหนึ่ง ทำให้ไทยเสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลไทยต้องเร่งทำ คือ เจรจาการค้าอย่างมีทิศทางไม่ให้ไทยตกเป็นตัวเลือกอันดับรองในสายตานักลงทุนจากจีนหรือสหรัฐฯ โดยเฉพาะภาคการผลิตสำคัญ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ เวชภัณฑ์ เหล็ก อะลูมิเนียม และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ซึ่งไทยจำเป็นต้องมีท่าทีชัดเจน เชิงรุก และพร้อมแข่งขันระดับภูมิภาค (www.bangkokbiznews.com, 14 พ.ค. 2568)
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศอัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping Duty : AD) และอากรตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty : CVD) ขั้นสุดท้าย สำหรับโซลาร์เซลล์ (ไม่ว่าจะประกอบเป็นแผงแล้วหรือไม่ก็ตาม) จากไทย เวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา อย่างเป็นทางการ โดยผู้ส่งออกโซลาร์เซลล์จากไทย ถูกเรียกเก็บ AD และ CVD ในอัตราดังนี้ - Sunshine Electrical Energy และ Taihua New Energy (Thailand) อัตรา AD 172.68% และ CVD 799.55% (รวม 972.23%) - Trina Solar Science & Technology (Thailand) และผู้ส่งออกรายอื่นๆ อัตรา AD 111.45% และ CVD 263.74% (รวม 375.19%) ส่วนผู้ส่งออกจากเวียดนามถูกเรียกเก็บ AD ในอัตรา 52.54-271.28% และ CVD 68.15-542.64% มาเลเซีย AD 0-81.24% และ CVD 14.64-168.80% ขณะที่กัมพูชาถูกเรียกเก็บ AD ในอัตรา AD 117.18% และ CVD สูงถึง 534.67-3,403.96% เนื่องจากผู้ผลิตไม่ให้ความร่วมมือในการสอบสวน อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (US ITC) จะตัดสินใจอีกครั้งในราว 1 เดือนว่าผู้ผลิตในสหรัฐฯ ได้รับอันตรายหรือถูกคุกคามจากการนำเข้าหรือไม่ ทั้งนี้ การตัดสินใจของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะของภาคการผลิตในสหรัฐฯ แต่ก็เสี่ยงจะเพิ่มต้นทุนในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในสหรัฐฯ ซึ่งกำลังเผชิญกับอุปสรรคด้านนโยบายและเศรษฐกิจ จากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามส่งเสริมเชื้อเพลิงฟอสซิล และลดการสนับสนุนโครงการสีเขียวลง (https://www.trade.gov, 21 เม.ย. 2568 และ www.bangkokbiznews.com, 22 เม.ย. 2568)
สำนักข่าว Bloomberg รายงานคำเตือนของนักเศรษฐศาสตร์ว่า สงครามการค้าขั้นต่อไปของทรัมป์จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั่วภูมิภาคเอเชีย โดยอินเดียและไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงจากนโยบายการขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้ทางการค้า เพราะมีอัตราภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บจากสินค้าส่งออกของสหรัฐฯ สูงกว่าภาษีที่สหรัฐฯ เก็บจากสินค้านำเข้าจากอินเดียและไทย โดยอัตราภาษีเฉลี่ยที่อินเดียเก็บจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ สูงถึง 9.5% สูงกว่าอัตราภาษีเฉลี่ยที่สหรัฐฯ เก็บจากสินค้าอินเดียที่ 3% ขณะที่ภาษีเฉลี่ยที่ไทยเรียกเก็บจากสหรัฐฯ อยู่ที่ 6.2% เทียบกับเฉลี่ย 0.9% ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากไทย จึงคาดว่าอินเดียและไทยอาจถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าอีก 4-6% เพื่อลดช่องว่างของอัตราภาษีที่แตกต่างกัน (https://economictimes.indiatimes.com, 11 ก.พ. 2568 และกรุงเทพธุรกิจ, 12 ก.พ. 2568)
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในปี 2567 ไทยส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น 13% เป็น 9.95 ล้านตัน ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 9 ล้านตัน และเป็นปริมาณส่งออกที่สูงที่สุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2561 ทำรายได้เข้าประเทศสูงถึง 6,434 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อันเป็นผลมาจากความต้องการนำเข้าข้าวเพื่อรองรับความต้องการบริโภค ชดเชยผลผลิตที่ลดลง บรรเทาผลกระทบจากเงินเฟ้อด้านอาหาร และเพื่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศผู้ซื้อ สำหรับข้าวที่ไทยส่งออกได้มากที่สุด คือ ข้าวขาว 5.99 ล้านตัน คิดเป็น 60% ของปริมาณส่งออกข้าวไทยทั้งหมด รองลงมา คือ ข้าวหอมมะลิไทย 1.74 ล้านตัน ข้าวนึ่ง 1.27 ล้านตัน และข้าวหอมไทย 0.63 ล้านตัน สำหรับแนวโน้มการส่งออกข้าวปี 2568 คาดว่าตลาดข้าวโลกจะมีการแข่งขันสูงจากการกลับมาส่งออกข้าวของอินเดีย และปริมาณผลผลิตข้าวของทั้งประเทศผู้ส่งออกและผู้นำเข้าข้าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาวะภัยแล้งคลี่คลาย ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจอาจทำให้ผู้ซื้ออ่อนไหวกับราคามากขึ้น อีกทั้งผู้นำเข้าสำคัญอย่างอินโดนีเซียอาจต้องการนำเข้าข้าวลดลง เนื่องจากคาดว่าผลผลิตข้าวในประเทศจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น และได้สำรองข้าวไว้ค่อนข้างมากแล้ว ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศและสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยคาดการณ์ร่วมกันว่าการส่งออกข้าวไทยในปี 2568 จะมีประมาณ 7.5 ล้านตัน (https://mgronline.com, 29 ม.ค. 2568)
บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA เปิดเผยว่า ในปี 2567 บริษัทฯ มียอดจำหน่ายที่ดินรวม 2,565 ไร่ แบ่งเป็นในไทย 2,453 ไร่ และเวียดนาม 112 ไร่ และมียอดโอนที่ดินรวม 2,070 ไร่ แบ่งเป็นในไทย 1,727 ไร่ และเวียดนาม 343 ไร่ โดยลูกค้ารายสำคัญ คือ Google ได้ลงนามสัญญาซื้อขายที่ดินเพื่อสร้าง Data Center แห่งแรกในไทย และ Haier เพื่อสร้างโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศครบวงจรแห่งใหม่ ปัจจุบันบริษัทฯ มีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในไทยกำลังก่อสร้างและรอพัฒนา 7 โครงการ พื้นที่ 8,810 ไร่ สำหรับโครงการในเวียดนามยังขยายต่อเนื่อง โดยมี 2 โครงการ ขนาดพื้นที่ 2,297 ไร่ ที่ได้รับอนุมัติใบอนุญาตลงทุนแล้ว และ 1 โครงการ ขนาด 1,094 ไร่ ที่อยู่ระหว่างการขออนุมัติใบอนุญาตลงทุน สำหรับปี 2568 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดจำหน่ายที่ดินรวม 2,350 ไร่ โดยจะเน้นดึงนักลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมใหม่ ครบวงจร เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น ทั้งนี้ บริษัทฯ มองว่าสงครามการค้าในยุคทรัมป์ 2.0 อาจช่วยสร้างโอกาสในการเข้ามาลงทุนในอาเซียน รวมถึงไทย มากขึ้น (กรุงเทพธุรกิจ, 29 ม.ค. 2568 และประชาชาติธุรกิจ, 30 ม.ค.-2 ก.พ. 2568)

