ส่องเทรนด์โลก
ท่ามกลางความผันผวนจากวิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงและเปราะบางมากขึ้น นำไปสู่การตั้งคำถามสำคัญว่า “ความยั่งยืน” (Sustainability) ยังคงเป็นประเด็นสำคัญสำหรับภาคธุรกิจอยู่หรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงในโลกธุรกิจปัจจุบันพิสูจน์ให้เห็นว่าแนวคิดดังกล่าวได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในหลายวิกฤตความขัดแย้งที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่าธุรกิจที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลเป็นหลักหรือมีห่วงโซ่อุปทานที่ขาดความโปร่งใสย่อมมีความเสี่ยงสูงเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ความไม่แน่นอน ดังนั้น ความยั่งยืนจึงเป็นเสมือนภูมิคุ้มกันทางธุรกิจที่สร้างความยืดหยุ่นให้องค์กรสามารถรับมือกับความผันผวนและสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ทำความรู้จักข้อบังคับ CSRD
ท่ามกลางบริบทที่ความยั่งยืนเป็นเสมือนภูมิคุ้มกันทางธุรกิจ สหภาพยุโรป (EU) จึงได้ยกระดับมาตรฐานรายงานความยั่งยืนจากการเป็นเพียงภาคสมัครใจสู่การเป็นข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเข้มงวดภายใต้ข้อบังคับ CSRD (Corporate Sustainability Reporting Directive) ซึ่งกำหนดให้ธุรกิจต้องเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบและโปร่งใส โดยใช้มาตรฐาน ESRS (European Sustainability Reporting Standards) เป็นกรอบการรายงาน ครอบคลุมทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อม มิติด้านสังคม และมิติด้านธรรมาภิบาล (ESG) โดยมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่ปี 2567 กับบริษัทสัญชาติ EU ขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นับเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่เปลี่ยนโฉมหน้าการรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืนให้มีความเข้มข้นมากขึ้น โดยรายละเอียดสำคัญ CSRD และ ESRS ที่ควรทำความเข้าใจในเบื้องต้น ได้แก่
-
หลักการ Double Materiality ถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยบริษัทต้องประเมินผลกระทบให้ครอบคลุม 2 มิติ ทั้งมิติ Inside-out ที่เน้นผลกระทบจากกิจกรรมของบริษัทที่มีต่อโลกและสังคม เช่น ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมิติ Outside-in ที่ต้องประเมินว่าปัญหาจากภายนอก เช่น ภัยแล้งที่ทำให้สายการผลิตหยุดชะงัก จะส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของบริษัทอย่างไร ดังนั้น เมื่อเทียบกับมาตรฐานอื่นๆ ซึ่งเน้นการประเมินผลกระทบเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น มาตรฐาน ESRS ของ EU จึงถือได้ว่ามีความเข้มข้นมากกว่ามาตรฐานทั่วไปอื่นๆ
-
การปรับเกณฑ์ของบริษัทที่ต้องรายงาน ล่าสุด EU ได้ปรับปรุงกฎเกณฑ์ของ CSRD ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นภายใต้ Omnibus I Directive และบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569 โดยมีการลดขอบเขตกลุ่มบริษัทที่ต้องปฏิบัติตาม CSRD เหลือเพียงบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้นที่ต้องทำรายงานความยั่งยืน จากเดิมที่กำหนดบังคับใช้กับ SMEs ด้วย โดยบริษัทใน EU ที่เข้าเกณฑ์ต้องรายงาน ประกอบด้วย 1) บริษัทสัญชาติ EU ที่มีรายได้สุทธิเกิน 450 ล้านยูโรต่อปี และมีพนักงานเกิน 1,000 คน และ 2) บริษัทที่ไม่ใช่สัญชาติ EU แต่เข้ามาทำธุรกิจและมีรายได้สุทธิใน EU เกิน 450 ล้านยูโรต่อปี ติดต่อกัน 2 ปี หรือมีสาขา/บริษัทลูกใน EU ที่มีรายได้เกิน 200 ล้านยูโรต่อปี ซึ่งมีกำหนด
เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป
ผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะได้รับผลกระทบ ได้แก่ (1) บริษัทไทยที่มีการดำเนินธุรกิจใน EU และมีรายได้สุทธิเกินเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งจะต้องจัดทำรายงานความยั่งยืนฉบับเต็มภายใต้กฎหมาย EU และ (2) ผู้ส่งออกไทยที่ส่งสินค้าให้กับบริษัทใน EU ที่เข้าเกณฑ์ที่ต้องจัดทำรายงานยั่งยืน ซึ่งคู่ค้าใน EU จะมีการสอบถามข้อมูลด้านความยั่งยืนมายังผู้ส่งออกไทยดังกล่าว ทั้งนี้ สำหรับกรณีของผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทย คาดว่าจะต้องเผชิญกับความท้าทายบางประการ ดังนี้
-
การเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ที่เข้มข้นขึ้น ผ่านระบบการจัดทำข้อมูลและแบบสอบถามของคู่ค้า ดังนั้น ผู้ส่งออกไทยต้องมีความรู้และมีการจัดทำข้อมูล อาทิ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการของเสีย และการจัดการด้านสิทธิมนุษยชน พร้อมรองรับการสอบถามข้อมูลจากคู่ค้า
-
การเตรียมข้อมูลจากการโดนสุ่มตรวจสอบ เนื่องจากความกังวลถึงประเด็น Greenwashing อาจทำให้ผู้สอบบัญชีใน EU อาจสุ่มตรวจข้อมูลจากซัพพลายเออร์เข้มข้นขึ้น
- บริษัท EU ยกระดับเกณฑ์การคัดเลือกคู่ค้า โดยจะเน้นซัพพลายเออร์ที่มีการดำเนินงานภายใต้กรอบ ESG และมีมาตรฐานการจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ พร้อมเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน เพื่อให้บริษัทสามารถรักษามาตรฐานด้านความยั่งยืนของตนเองไว้ได้
การบังคับใช้มาตรการ CSRD ของ EU นับเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ของการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศที่ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตาม ภายใต้มาตรการที่เข้มงวดนี้บริษัทไทยที่สามารถปรับตัวและยกระดับมาตรฐานการรายงานความยั่งยืนได้รวดเร็วและโปร่งใส จะไม่เพียงรักษาฐานลูกค้าเดิมในตลาด EU ไว้ได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในฐานะคู่ค้าที่น่าเชื่อถือบนเวทีการค้าโลกอีกด้วย
ที่เกี่ยวข้อง
-
คู่ค้าทั่วโลกหันมาเพิ่มมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม กดดันผู้ประกอบการไทยให้เร่งปรับตัว
ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สังเกตได้จากการที่นานาประเทศต่างพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และกำหนดเป้าหมายในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของประเทศตนเองให้เหลือศูนย์ (Net Zero Emissions) ภาย...
26.10.2023
-
เตรียมพร้อมรับมาตรการ CBAM ... คลื่นภาษีคาร์บอนลูกแรกที่กำลังจะซัดเข้ามา
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาวะโลกร้อนเป็นหัวข้อหลักที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ สังเกตได้จากที่นานาประเทศต่างพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และกำหนดเป้าหมายในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เหลือศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ....
27.06.2023
-
Sustainable Services … การปรับสู่ความยั่งยืนของภาคบริการขนส่งและการท่องเที่ยว
ปัจจุบันประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องพิจารณาและให้ความสำคัญ เพราะผลกระทบที่เกิดจากปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งทำให้ทั้งโลกต่างตื่นตัวในการลดก๊าซเรือนกระจกและดำเนินธุรกิจตามวิถีแห่งความ...
26.08.2024
-
จับสัญญาณความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์…ความเสี่ยงที่ผู้ส่งออกต้องพร้อมรับมือ
การส่งออกของไทยกลับมาขยายตัวได้ราว 0.3% ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2567 จากที่หดตัว -3.5% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ โดย UN Trade and Development (UNCTAD) ได้ติดตามสถานการณ์และพบว่ากา...
25.09.2024
-
Gen Z กับทิศทางตลาดอาหารโลก
กลุ่ม Gen Z (Generation Z) คือ กลุ่มคนที่เกิดในช่วงหลังปี 2543 ซึ่งปัจจุบันถือเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในวัยเด็กและวัยรุ่นอายุไม่ถึง 20 ปี Gen Z เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่หลายธุรกิจเริ่มให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นกลุ่มประ...
24.04.2019


By siriratk
Trends_CSRD_EU.pdf