บทความพิเศษจากกรรมการผู้จัดการ

ถอดรหัส “ส่งออก SMEs” ปี 2569 โตแกร่ง… แต่ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง

ผ่านมาเกินครึ่งทางสำหรับปี 2569 ดูเหมือนพาดหัวข่าวเศรษฐกิจโลกส่วนใหญ่จะถูกปกคลุมไปด้วยข่าวร้าย มากกว่าข่าวดี ไม่ว่าจะเป็นสงครามตะวันออกกลางที่ยังไม่จบ ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีสหรัฐฯ ที่ยังรออยู่ ตลอดจนเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญที่ยังเปราะบาง จนหลายฝ่ายคาดว่าปีนี้จะเป็นอีกหนึ่งปีที่เหนื่อยสำหรับ การส่งออกไทย

            แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับตรงกันข้าม สะท้อนได้จากตัวเลขการส่งออกรวมของไทย 5 เดือนแรกปี 2569
ที่ขยายตัวกว่า 17% โดยเฉพาะการส่งออก SMEs ที่โตกว่า 37% สูงกว่าการส่งออกรวมถึงกว่าเท่าตัว แม้จะหักทองคำซึ่งบางส่วนเป็นการเก็งกำไรออก ก็ยังโตถึงกว่า 32% ส่งผลให้สัดส่วนการส่งออกของ SMEs ต่อการส่งออกรวมเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 15% สูงสุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูล ผลักดันให้หมุดหมายการเพิ่มสัดส่วนมูลค่าการส่งออก SMEs
สู่ 20% ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ดูจะมีความหวังมากขึ้น

            อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาลึกลงไปถึงข้อมูลการส่งออกของ SMEs จะพบว่าการเติบโตครั้งนี้อาจซ่อน ข้อสังเกตเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจใน 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

 

·      โต...แต่ยังติดกับดัก สินค้าแบบเดิม

หากถามว่าอะไรคือแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจและการค้าโลกในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คำตอบคงหนีไม่พ้นกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่เร่งให้ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ ชิปประมวลผล และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
หนุนให้การค้าโลกในภาพรวมยังเติบโตต่อได้ แม้จะเผชิญความไม่แน่นอนจากสงคราม และมาตรการกีดกันทางการค้า

ประเทศไทยเองก็ได้รับอานิสงส์จากกระแสดังกล่าวไม่น้อย ล่าสุดรายงาน World Economic Outlook ของ IMF ฉบับเดือนกรกฎาคม 2569 ก็ระบุว่าไทยเป็น 1 ใน 4 ผู้ส่งออกที่ได้รับประโยชน์จากกระแส AI Boom ในระยะสั้น ในฐานะผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวเนื่อง ร่วมกับเกาหลีใต้ ไต้หวัน และมาเลเซีย สะท้อนว่าไทยก็ไม่ได้ตกขบวนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตไปทั้งหมด

          อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงโครงสร้างสินค้าส่งออก Top 10 ของ SMEs  ภาพที่เห็นอาจแตกต่างออกไป แม้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยโดยรวมจะเติบโตอย่างโดดเด่น แต่ SMEs กลับมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องดังกล่าวค่อนข้างจำกัด สังเกตได้จากสัดส่วนการส่งออกสินค้ากลุ่มคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบของ SMEs ที่มีสัดส่วนเพียง 11% และ 7% ของการส่งออกรวม ตามลำดับ สะท้อนว่าโอกาสจากคลื่น AI ส่วนใหญ่ยังตกอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่และผู้ผลิตต่างชาติที่เชื่อมโยงอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chains: GVCs) มากกว่า

          ในทางกลับกัน จุดแข็งของ SMEs ยังคงอยู่ในอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ไทยมีความได้เปรียบเชิงทรัพยากรและมีการใช้แรงงานเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นอัญมณีและเครื่องประดับ ผลไม้ น้ำตาลและผลิตภัณฑ์จากน้ำตาล ผลิตภัณฑ์ไม้ และเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งหลายรายการ SMEs มีสัดส่วนการส่งออกมากกว่า 1 ใน 4 ของการส่งออกรวม โดยจุดแข็งของสินค้าเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง แต่อยู่ที่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากร และทักษะฝีมือของคนไทย หลายอุตสาหกรรมมีการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) สูงกว่า 80-90% ทำให้รายได้จากการส่งออกหมุนเวียนกลับสู่เกษตรกร และผู้ประกอบการในประเทศได้มากกว่าสินค้าอุตสาหกรรมที่ต้องนำเข้าชิ้นส่วนจำนวนมาก

          อย่างไรก็ตาม จุดแข็งเดียวกันนี้ก็อาจสะท้อนข้อจำกัดได้เช่นกัน เนื่องจากสินค้าเหล่านี้มีมูลค่าเพิ่มที่ค่อนข้างน้อย และมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก ทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ผันผวนสูง และภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงที่จะถูกประเทศคู่ค้ามักใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures) ไม่ว่าจะเป็นมาตรการด้านสุขอนามัย (SPS) กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) ตลอดจนข้อกำหนดด้านความยั่งยืน การตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรฐานแรงงาน ซึ่งล้วนจะกลายเป็นความท้าทายใหม่ๆ ของ SMEs ไทยมากขึ้นในระยะถัดไปหากยังไม่รีบปรับตัว

 

·    โต...แต่ยังขาย ลูกค้ากลุ่มเดิม

แม้มูลค่าการส่งออก SMEs จะขยายตัวค่อนข้างดี แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างตลาดส่งออกกลับพบว่า การเติบโตส่วนใหญ่ยังอาศัย "ลูกค้ากลุ่มเดิม" เป็นหลัก มากกว่าการขยายโอกาสไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ส่งผลให้การกระจุกตัวของตลาดเพิ่มขึ้น สวนทางกับบริบทการค้าโลกที่กำลังให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง

          จากสถิติในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่าผู้ส่งออก SMEs ไทยพึ่งพาตลาดส่งออก 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน สหรัฐฯ ฮ่องกง อินเดียและญี่ปุ่น รวมกันสูงถึง 59% ของมูลค่าการส่งออก SMEs ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 53% ในปี 2564 ขณะที่ผู้ส่งออกรายใหญ่มีการกระจุกตัวในตลาด 5 อันดับแรกน้อยกว่าที่ราว 48% และเป็นสัดส่วนที่แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยในช่วงเวลาเดียวกัน จุดนี้อาจสะท้อนถึงความเปราะบางของ SMEs ที่มีมากกว่าหากเกิดวิกฤตขึ้นในตลาดใดตลาดหนึ่ง อย่างเช่นตลาดจีนและฮ่องกงที่ SMEs พึ่งพารวมกันเกือบ 30% มากกว่าผู้ส่งออกรายใหญ่ที่พึ่งพาเพียง 13% ท่ามกลางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศที่ชะลอลงต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ และนโยบายลดกำลังการผลิตส่วนเกิน (Anti-Involution) ของจีนที่อาจทำให้การนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปและสินค้าขั้นกลางลดลงก็เป็นได้

          นอกจาก SMEs จะมีการกระจุกตัวของตลาด และมีการกระจายไปตลาดใหม่ๆ น้อยแล้ว SMEs ยังมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียตลาดศักยภาพเดิมมากขึ้นโดยเฉพาะอาเซียน ที่ผ่านมาอาเซียนถือเป็น "Safe Zone" ของผู้ส่งออก SMEs ไทย ด้วยความได้เปรียบด้านระยะทาง ต้นทุนโลจิสติกส์ ความตกลงการค้าเสรี และความคุ้นเคยต่อสินค้าไทย อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบดังกล่าวเริ่มลดลงต่อเนื่อง โดยสัดส่วนการส่งออก SMEs ไปอาเซียนลดลงจาก 27% เหลือเพียง 20% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากจีน ซึ่งเร่งระบายกำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ออกสู่ตลาดโลก ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่ได้เปรียบจากการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ทำให้สินค้าจีนขยายส่วนแบ่งตลาดในอาเซียนได้อย่างรวดเร็ว อาทิ พลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก (สินค้าส่งออกอันดับ 6 ของ SMEs ไทย และมีอาเซียนเป็นตลาดส่งออกหลักครองสัดส่วน 19%)  ซึ่งจีนสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในอาเซียนจาก 27% ในปี 2564 เป็น 39% ในปี 2568 ขณะที่ของทําด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า (สินค้าส่งออกอันดับ 8 ของ SMEs ไทยและมีอาเซียนเป็นตลาดส่งออกหลักครองสัดส่วน 20%) จีนก็เพิ่มส่วนแบ่งตลาดจาก 46% เป็น 59% ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

·    โต...แต่ พึ่งพาต่างชาติมากขึ้น

      อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ การเติบโตของการส่งออก SMEs เกิดขึ้นพร้อมกับการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา การนำเข้าของ SMEs ขยายตัวกว่า 36% (ในช่วง 5 เดือนแรกปี 2569 ขยายตัวต่อเนื่องถึง 39%) สูงกว่าการนำเข้าของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่โตเพียง 9% ทำให้ตัวเลขขาดดุลการค้าของ SMEs ในปีที่ผ่านมา ทะลุ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดตั้งแต่มีการเก็บข้อมูล สวนทางกับผู้ส่งออกรายใหญ่ที่เกินดุล การค้ากว่า 9.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าการผลิตและการส่งออกของ SMEs ในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศมากขึ้นต่อเนื่อง และอีกนัยหนึ่งก็อาจสะท้อนว่า SMEs นำเข้าสินค้าและวัตถุดิบมาผลิตแล้วบริโภคในประเทศเป็นส่วนใหญ่ หรือนำเข้ามาผลิตแล้วส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่ารายใหญ่ค่อนข้างมาก ทำให้ขาดดุลการค้าสุทธิ ตรงข้ามกับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สามารถนำเข้ามาผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มและส่งออกได้มากกว่า

          นอกจากนี้ หากพิจารณาโครงสร้างสินค้านำเข้าของ SMEs จะพบทั้งสัญญาณบวกในส่วนของการนำเข้าสินค้าทุนที่ขยายตัวสูงถึง 57% ซึ่งในมุมหนึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการส่งออกในระยะถัดไป แต่ขณะเดียวกันก็มีสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด คือการนำเข้าสินค้ากึ่งสำเร็จรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่มีแหล่งกำเนิดจากจีนที่มีราคาต่ำกว่า ปัจจุบันจีนเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ของ SMEs ไทย โดยมีสัดส่วนเกือบ 50% สูงกว่าผู้ส่งออกรายใหญ่ที่พึ่งพาจีนไม่ถึง 30% แม้ในระยะสั้นช่องทางดังกล่าวอาจช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันแก่ SMEs ชั่วคราว แต่ในระยะยาว การพึ่งพาแหล่งนำเข้าจากต่างประเทศมากเกินไปก็เพิ่มความเปราะบางให้กับห่วงโซ่อุปทาน และยังอาจเป็นการทำร้าย SMEs ต้นน้ำของไทยด้วยกันเองในทางอ้อม อาทิ อุตสาหกรรมพลาสติกและเหล็ก (ปี 2568 SMEs ไทยนำเข้าพลาสติกเพิ่มขึ้น 26% ของทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้าเพิ่มขึ้น 38%) หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป แม้ตัวเลขการส่งออกจะเติบโต แต่มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศอาจไม่ได้เติบโตตาม

          ยิ่งไปกว่านั้น โลกการค้าปัจจุบันยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และการป้องกันการสวมสิทธิ์มากขึ้น หากผู้ประกอบการไทยไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้เพียงพอ ก็อาจเผชิญการตรวจสอบหรือมาตรการทางการค้าเพิ่มเติมจากประเทศคู่ค้าในอนาคต โดยเฉพาะสหรัฐฯ

 

          สุดท้ายนี้ แม้ตัวเลขส่งออกของ SMEs ไทยจะเติบโตได้โดดเด่นในระยะสั้น แต่หากโครงสร้างเบื้องหลังยังพึ่งพาสินค้าเดิม ตลาดเดิม และวัตถุดิบนำเข้ามากขึ้น การเติบโตในวันนี้อาจเป็นเพียงภาพสะท้อนโอกาสในระยะสั้น มากกว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ดังนั้น โจทย์สำคัญของ SMEs จึงไม่ใช่แค่การรักษาตัวเลขอัตราการขยายตัว แต่ต้องเร่งยกระดับมูลค่าเพิ่ม สร้างแบรนด์ กระจายตลาด และเสริมความเข้มแข็งห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคตของโลกมากขึ้น เพื่อให้การส่งออก SMEs ไทยไม่ใช่เพียงดาวเด่นของปีนี้ แต่จะกลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่องในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

 

Related
more icon
  • ส่อง 5 ตลาดเนื้อคู่…ตรงสเปกสินค้าส่งออกไทย

    บรรยากาศการค้าโลกปี 2569 ยังถูกปกคลุมไปด้วยความไม่แน่นอนในหลายมิติ โดยเฉพาะสงครามการค้าที่สหรัฐฯ ยังเดินหน้าเก็บภาษีจากทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนล่าสุดปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นหลังสหรัฐฯ ร่วมมือกับอิสราเอลเข้าโจม...

    calendar icon05.05.2026
Most Viewed
more icon
link อื่นๆ
  • Relate Preview
  • Relate Preview
Financial Products
  • Finance Preview
  • Finance Preview
  • Finance Preview