By parist
05-05-2026
ส่อง 5 ตลาดเนื้อคู่…ตรงสเปกสินค้าส่งออกไทย
บรรยากาศการค้าโลกปี 2569 ยังถูกปกคลุมไปด้วยความไม่แน่นอนในหลายมิติ โดยเฉพาะสงครามการค้าที่สหรัฐฯ ยังเดินหน้าเก็บภาษีจากทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนล่าสุดปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นหลังสหรัฐฯ ร่วมมือกับอิสราเอลเข้าโจมตีอิหร่าน ผลักดันให้ราคาน้ำมันและต้นทุนการผลิตอื่นๆ พุ่งสูงขึ้น ปัจจัยดังกล่าวเร่งให้หลายประเทศรวมถึงไทยต้องหากลยุทธ์ในการลดความเสี่ยงควบคู่ไปกับหาโอกาสใหม่ๆ ไปพร้อมๆ กัน หนึ่งในนั้นคือ การกระจายตลาดส่งออกเพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
ที่ผ่านมา การเฟ้นหาตลาดส่งออกใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ นอกจากจะพิจารณาจากตัวเลขทางเศรษฐกิจทั่วไป อาทิ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) รายได้ต่อหัว (GDP per capita) หรือจำนวนประชากร ซึ่งอาจสะท้อนกำลังซื้อและขนาดตลาดได้บางส่วนแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การหาตลาดที่มีความต้องการสินค้านำเข้า Match กับสินค้าส่งออกไทยที่เรามีอยู่เดิม ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสเข้าไปเจาะตลาดได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันมีดัชนีหนึ่งที่อาจยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงมากนัก คือดัชนีความสอดคล้องทางการค้า หรือ Trade Complementarity Index (TCI) ที่สะท้อนถึงโครงสร้างสินค้าส่งออกของประเทศหนึ่ง “เข้ากันได้” กับโครงสร้างการนำเข้าของอีกประเทศหนึ่งมากแค่ไหน ยิ่งดัชนีมีค่าสูงเท่ากับว่า “ของที่คุณขาย” ตรงกับ “ของที่อีกประเทศอยากซื้อ” มากเท่านั้น
ทั้งนี้ หากพิจารณา TCI ร่วมกับส่วนแบ่งตลาดของไทยในแต่ละประเทศ จะทำให้เห็น Gap หรือโอกาสการส่งออกไปยังตลาดนั้นๆ มากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่ไทยมีค่า TCI สูงกว่าค่าเฉลี่ยของไทยกับโลก (ค่าเฉลี่ย TCI ไทยกับโลกคือ 60) แต่มีส่วนแบ่งตลาดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของไทยในตลาดโลก (ไทยมีส่วนแบ่งในตลาดโลกเฉลี่ย 1.5%) พูดง่ายๆ คือแม้สินค้าไทยจะตรงสเปกตลาดนั้นๆ แต่ยังส่งออกไปได้น้อยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ทั้งนี้ ตลาดที่เข้าเกณฑ์ข้างต้น หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น “ตลาดเนื้อคู่ของสินค้าไทย” กระจายตัวอยู่ใน 5 ภูมิภาค ได้แก่ ยุโรปตะวันออก สแกนดิเนเวีย เอเชียกลาง ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง ซึ่งแต่ละภูมิภาคมีความน่าสนใจในหลายมิติ ดังนี้
ยุโรปตะวันออก…ประตูเชื่อมห่วงโซ่อุปทานแห่งยุโรป
ยุโรปตะวันออกเป็นภูมิภาคที่มีบทบาทมากขึ้นในฐานะ “Factory of Europe” ที่มีโรงงานผลิตและห่วงโซ่อุปทานสำคัญในหลายอุตสาหกรรม ด้วยจุดแข็งเรื่องต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่ายุโรปตะวันตกกว่า 50% และทำเลที่เชื่อมกับตลาดขนาดใหญ่กำลังซื้อสูงอย่างยุโรปตะวันตก ทำให้หลายปีที่ผ่านมามีเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในหลายประเทศ อาทิ สาธารณรัฐเช็ก ฮังการี สโลวาเกีย โรมาเนีย บัลแกเรีย เป็นต้น ประกอบกับหากสังเกตโครงสร้างการส่งออกของประเทศเหล่านี้มีส่วนคล้ายกับไทย โดยพึ่งพาการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกือบ 70% ของมูลค่าส่งออกรวม และส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีค่อนข้างสูง อาทิ รถยนต์ เคมีภัณฑ์ คอมพิวเตอร์ เป็นต้น ซึ่งไทยเองก็มีศักยภาพในการป้อนชิ้นส่วนและวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเหล่านี้อยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งตลาดของไทยในภูมิภาคนี้ยังต่ำที่ 0.4% เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเกาหลีใต้ (2.6%) เวียดนาม (1.5%) ญี่ปุ่น (1.0%) อินเดีย (0.9%) และมาเลเซีย (0.5%) โดยหนึ่งในข้อสังเกตสำคัญที่อาจทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบคู่แข่ง คือไทยยังไม่มีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) แต่ทั้งเกาหลีใต้ เวียดนาม และญี่ปุ่น ล้วนมี FTA แล้วทั้งสิ้น ขณะที่อินเดียก็เพิ่งประกาศบรรลุ FTA กับ EU เมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งหากไทยสามารถเจรจา FTA กับ EU ได้สำเร็จโดยเร็ว ก็น่าจะเป็นแรงหนุนและช่วยกรุยทางให้สินค้าไทยที่ตรงสเปกอยู่แล้วเจาะตลาดดังกล่าวได้ง่ายขึ้น
สแกนดิเนเวีย…จุดหมายปลายทางของ Niche Market
สแกนดิเนเวียถือเป็นกลุ่มประเทศที่มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และภาคบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ผลักดันให้มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงถึง 67,000 ดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 14,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันก็เป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วนการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคสูงถึง 37% ของมูลค่าการนำเข้ารวม ทำให้ประเทศกลุ่มนี้มีโอกาสกลายเป็นตลาดปลายทางสินค้าสำเร็จรูปของไทยได้มากขึ้น นอกจากนี้ ความเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวของไทยกับสแกนดิเนเวียที่เติบโตต่อเนื่อง สะท้อนได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศเหล่านี้ ทั้งสวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์และเดนมาร์กที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 10% ในปี 2568 สวนทางกับนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมที่หดตัวกว่า 7% ทำให้ผู้ประกอบการไทยอาจอาศัยจุดแข็งข้างต้นมาต่อยอดในการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม สมุนไพรและสิ่งปรุงรส โดยเฉพาะอาหารสุขภาพที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุ เนื่องจากประเทศเหล่านี้ใกล้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Super-aged Society) หรือมีประชากรอายุ 65 ปีมากกว่า 21% เป็นกลุ่มแรกๆ ของโลก ตลอดจนเป็นกลุ่มประเทศที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับต้นๆ ของโลก สังเกตได้จาก Environmental Performance Index ที่ทั้ง 4 ประเทศข้างต้นติด Top 10 ของโลกทั้งหมด จึงเป็นโอกาสของสินค้ารักษ์โลก อาทิ บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ ของตกแต่งบ้านและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ทำจากธรรมชาติ เป็นต้น โดยผู้บริโภคเหล่านี้มักเลือกสินค้าจากคุณภาพและความพอใจมากกว่าราคา ทำให้ผู้ส่งออกมีโอกาสเพิ่ม Margin ได้สูงกว่าหลายตลาดอีกด้วย
เอเชียกลาง… จาก Landlocked สู่ Landlinked
ในอดีตเอเชียกลางเผชิญความท้าทายด้านการขนส่งและการเข้าถึงตลาดโลกจากข้อจำกัดด้านภูมิประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล (Landlocked) อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะการพัฒนาเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญอย่างโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ของจีน ตลอดจนการเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงดำเนินนโยบายต่างประเทศที่รักษาสมดุลกับชาติมหาอำนาจ ขณะที่เศรษฐกิจของแต่ละประเทศก็มีจุดเด่นหลายด้านโดยเฉพาะการเป็น Energy Supplier เบอร์ต้นๆ ของโลก ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและแร่สำคัญอื่นๆ โดยเฉพาะยูเรเนียมที่ใช้ในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ทำให้ที่ผ่านมามูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ภูมิภาคดังกล่าวยังได้อานิสงส์บางส่วนจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับเส้นทางการขนส่งสินค้าระหว่างจีนและยุโรปผ่านเอเชียกลางมากขึ้น โดยปริมาณการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทาง Trans-Caspian Transport Corridor (TCTC) เพิ่มขึ้นกว่า 70% นับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา เอเชียกลางจึงมีภาพจำที่เปลี่ยนไป จากเดิม Landlocked สู่ Landlinked และกลายเป็นศูนย์กลาง
โลจิสติกส์ข้ามทวีปที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลก หนุนให้เศรษฐกิจของภูมิภาคในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาขยายตัวเฉลี่ยกว่า 6% สูงกว่าเศรษฐกิจโลกเกือบ 2 เท่า ซึ่งจะเปิดโอกาสให้สินค้าส่งออกไทยหลายรายการสามารถเข้าไปเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้มากขึ้น อาทิ เครื่องจักรกล ชิ้นส่วนยานยนต์ และคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหาร เป็นต้น
ลาตินอเมริกา…ศูนย์กลางทรัพยากรโลกและประตูการค้าสู่ตลาดสหรัฐฯ
นับตั้งแต่เกิดวิกฤต COVID-19 เศรษฐกิจลาตินอเมริกาต้องเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งภูมิภาคพุ่งแตะเกือบ 20% สูงสุดในรอบหลายทศวรรษ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันเริ่มค่อยๆ มีสัญญาณดีขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจ Top 5 ทั้งบราซิล อาร์เจนตินา โคลอมเบีย ชิลีและเปรู ที่มีจุดแข็งสำคัญคือการเป็น Critical Mineral Hub ของโลก ที่ใช้ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะลิเทียมและทองแดงที่มีปริมาณสำรองมากที่สุดในโลกคิดเป็นสัดส่วนราว 60% และ 40% ตามลำดับ ตลอดจนหลายประเทศมีการพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นๆ มากขึ้น อย่างบราซิลที่มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรม Data Center ติด Top 5 ของโลก นอกจากนี้ ภูมิภาคนี้ยังมีนโยบายการค้าที่ค่อนข้างเปิดกว้าง สะท้อนได้จากการมีมาตรการที่มิใช่ภาษี (NTMs) เฉลี่ยเพียง 2.4 มาตรการต่อสินค้า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่อยู่ที่ 4.2 มาตรการต่อสินค้า นับเป็นโอกาสของผู้ส่งออกไทยในหลายสินค้า โดยปัจจุบันไทยกำลังศึกษาการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง (MERCOSUR) ประกอบด้วย อาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัย และอุรุกวัย ซึ่งเป็นการเพิ่มเติมจาก FTA ที่มีอยู่เดิมกับเปรูและชิลีที่บังคับใช้เมื่อปี 2554 และปี 2558 ตามลำดับ ซึ่งหากสำเร็จก็จะยิ่งสร้างแต้มต่อให้แก่สินค้าไทยมากขึ้น อย่างไรก็ดี ความท้าทายในภูมิภาคนี้ คือการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะจีนที่ครองส่วนแบ่งตลาดในภูมิภาคนี้เฉลี่ยมากกว่า 20% ขณะเดียวกันหลายประเทศก็ยังตกเป็นเป้าของสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องการเป็นทางผ่านของสินค้าจีนที่เข้าไปในสหรัฐฯ (Transshipment) อีกด้วย
ตะวันออกกลาง…โอกาสที่ยังเปิดกว้างเมื่อคลื่นลมสงบ
แม้ในระยะสั้นภูมิภาคตะวันออกจะเผชิญกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ แต่หากมองศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาวแล้วยังมีโอกาสอยู่ไม่น้อย ทั้งเศรษฐกิจใน 5 ปีข้างหน้า (ปี 2569-2573) ที่ขยายตัวเฉลี่ย 3.2% สูงกว่าเศรษฐกิจโลก ประชากรส่วนใหญ่ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว (อายุเฉลี่ยต่ำกว่า 30 ปี) ตลอดจนหลายประเทศมีแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดการพึ่งพารายได้จากพลังงานเป็นหลัก โดยเฉพาะพี่ใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่มีการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมและบริการใหม่ๆ มากขึ้น อาทิ ดิจิทัล พลังงานสะอาด EV Fintech เป็นต้น นอกจากนี้ ภูมิภาคดังกล่าวยังมีอัตราขยายตัวของการนำเข้าเฉลี่ยสูงถึง 13% ต่อปี สูงกว่าโลกที่ 10% ต่อปี สะท้อนถึงกำลังซื้อและความต้องการสินค้าจำนวนมาก ทั้งสินค้าขั้นกลางเพื่อตอบสนองการพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ เครื่องจักรกล ชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มฮาลาล ที่ไทยมีศักยภาพและมีระบบรับรองฮาลาลที่เป็นที่ยอมรับของตลาดตะวันออกกลางอยู่แล้ว
แม้เศรษฐกิจและการค้าโลกจะยังเผชิญกับความไม่แน่นอนต่อเนื่อง แต่หากผู้ส่งออกไทยสามารถกระจายตลาดไปยังตลาดส่งออกใหม่ๆ ได้มากขึ้น โดยเฉพาะ 5 ตลาดข้างต้นที่สินค้าไทยตรงสเปกกับความต้องการของผู้บริโภคในตลาดเหล่านี้เป็นทุนเดิม จึงเป็นโอกาสในการขยายส่วนแบ่งในภูมิภาคต่างๆ จากปัจจุบันที่สัดส่วนการส่งออกไทยไปตลาดเหล่านี้รวมกันไม่ถึง 10% ของมูลค่าส่งออกรวม ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็จะช่วยให้การส่งออกไทยในภาพรวมมีความยืดหยุ่นและรองรับแรงเสียดทานจากความผันผวนในระยะถัดไปได้ดีขึ้น
Disclaimer: ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏ เป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และการเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจเท่านั้น โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่าโดยทางใด